แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีก่อน NFT จะเคยถูกยกย่องให้เป็นนวัตกรรมแห่งยุค ทว่าในปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตขาลงและความไม่แน่นอน ที่ส่งผลให้นักลงทุนหมดความเชื่อมั่น กันเช่นเดียวกับยุคสมัยของ ICO
ตามรายงานของ nftevening.com พบว่า 96% ของโปรเจกต์ NFTs นั้นถูกมองว่า “ตายแล้ว” โดยมีสาเหตุมาจากสามปัจจัยคือ วอลุ่มการเทรดกลายเป็นศูนย์, มีการซื้อขายที่น้อยมาก หรือไม่มีเลยในตลอดระยะหนึ่งสัปดาห์ และสุดท้ายคือไม่มีความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดีย
หลังจากตรวจสอบคอลเลกชัน NFT มากกว่า 5,000 รายการ ประกอบกับข้อมูลการทำธุรกรรม NFT 5 ล้านรายการบน NFTScan พบว่า 4 ใน 10 หรือ 43% ของผู้ถือ NFT กำลังติดแดงหรือขาดทุนยับ ขณะที่ตัวเลขค่าเฉลี่ยของอายุขัยของโปรเจกต์ NFT จะอยู่ที่ 1.14 ปี ซึ่งน้อยกว่าโปรเจกต์คริปโตแบบทั่วไปกว่า 2.5 เท่า สิ่งนี้หมายความว่าตัวของ NFTs เป็นสินทรัพย์เพื่อเก็งกำไรจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น และไม่สามารถจะรักษามูลค่าไว้ได้ในระยะยาว
เมื่อพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอลเล็กชั่น NFT แต่ละคอลเล็กชั่น จะพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านผลกำไร โดยปัจจุบัน Azuki collection ถือว่าเป็นโปรเจกต์ NFT ที่ทำกำไรได้มากที่สุด มีราคาเพิ่มขึ้นมากว่า 2.3 เท่าจากตอนเปิดตัว ซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนที่แข็งแกร่งของชุมชน รวมถึงงานศิลปะที่แตกต่างไม่เหมือนใคร รวมไปถึงการทำการตลาดที่ดีกว่าเจ้าอื่น ๆ
ในขณะที่ Pudgy Penguins กลับเป็นโปรเจกต์ NFT ขั้วตรงข้าม ที่ปัจจุบันทำราคาลดลงมาแล้วกว่า 97% ซึ่งมากที่สุดในบรรดาโปรเจกต์ NFT ชื่อดัง
ในส่วนของแพลตฟอร์มซื้อขายแต่เดิมในช่วง NFT bull run รอบที่แล้ว OpenSea เรียกได้ว่ากินขาดรวบหัวรวบหางครองตลาดอยู่คนเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป Blur ก็ได้ก้าวขึ้นมาชิงส่วนแบ่งก้อนใหญ่ไปจาก OpenSea ทำให้ในปี 2024 เราจะได้เห็นแพลตฟอร์มชิงส่วนแบ่งที่น้อยนิดอยู่แล้วกันอย่างดุเดือดขึ้น และตลาด NFT จะไม่กลับไปเป็นการผูกขาดเหมือนเดิมอีกต่อไป โดยคู่แข่งที่น่าจับตาจะประกอบไปด้วย OKX และ Tensor รวมถึง Blur
ที่มา : Cryptopotato

