<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ปิดฉากยุคมืด 9 ปี เกาหลีใต้เตรียมปลดแบนให้บริษัทสามารถลงทุนในคริปโตได้อีกครั้ง

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาโดยสำนักข่าวท้องถิ่นของเกาหลีใต้ Seoul Economic Daily รายงานว่า คณะกรรมการบริการทางการเงินแห่งเกาหลีใต้ (FSC) ได้มีการหารือและจัดทำไกด์ไลน์ในการเปิดให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีได้อีกครั้ง หลังจากที่มีการปิดกั้นมานานถึง 9 ปี

สำหรับไกด์ไลน์เบื้องต้น ทาง FSC กำลังเล็งที่จะให้บริษัทเหล่านี้สามารถแบ่งสัดส่วนการลงทุนในคริปโตได้มากถึง 5% ของหุ้นโดยมีข้อแม้ว่าจะต้องทำการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี 20 ลำดับแรกเท่านั้น

รายงานยังระบุอีกว่า เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะทำการเปิดเผยไกด์ไลน์สุดท้ายภายในเดือนมกราคม หรือ เดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับอนุญาตให้สามารถใช้สกุลเงินเสมือนจริงในการทำธุรกรรมเพื่อลงทุนได้สำหรับธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ความเคลื่อนไหวในครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี นับตั้งแต่ปี 2017 ที่มีการประกาศแบนไม่ให้บริษัทหรือองค์กรสามารถลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีได้เนื่องจากความกังวลเรื่องการฟอกเงิน โดยนอกเหนือจากกฎที่บังคับลงทุนในคริปโต 20 อันดับแรกแล้ว ยังจะมีข้อบังคับให้ลงทุนในกระดานเทรดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 5 อันดับแรก และต้องได้รับกำกับดูแลโดยรัฐบาล

ทั้งนี้ มีการประเมินว่าหลังมีการปรับใช้กฎหมายใหม่นี้อาจส่งผลทำให้มีเงินใหม่จำนวนหลายล้านล้านวอนทะลักเข้ามายังตลาดคริปโต ยกตัวอย่างเช่น Naver ยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตในเกาหลีใต้ซึ่งมีมูลค่าบริษัทกว่า 27 ล้านล้านวอน อาจทำการเข้าซื้อ Bitcoin มากถึง 10,000 BTC

ขณะเดียวกัน กฎหมายดังกล่าวไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่อาจช่วยกระตุ้นตลาดคริปโตในเกาหลีใต้ เพราะในปัจจุบันทางเกาหลีใต้กำลังพัฒนาโครงการ Stablecoin ระดับชาติ โดยมีแผนที่จะเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินร้อยละ 25 ผ่านสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ภายในปี 2030 ตามแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ รวมไปถึงการเปิดกองทุน Bitcoin ETFs ซึ่งจะยิ่งสามารถดึงดูดเงินจากนักลงทุนบริษัทได้มากขึ้น และทำให้บริษัทในเกาหลีใตผันตัวมาเป็นบริษัทคลังคริปโต (DATs)

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทในเกาหลีใต้ยังคงประสบปัญหาเรื่องการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีและจำเป็นต้องทำการลงทุนภายนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดนี้จนกว่าจะมีการคืบหน้าเรื่องการปลดแบน

ที่มา : Cointelegraph