ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ออกโรงเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับเมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณขู่ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าจากยุโรปเพิ่มขึ้น
โดย คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ได้ให้สัมภาษณ์ในงาน World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า ความตึงเครียดครั้งนี้ กำลังทำลายความเชื่อมั่นระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ อย่างสหรัฐฯ กับยุโรป อย่างรุนแรง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขภาษีที่จะแพงขึ้น แต่คือ “สภาวะความไม่แน่นอน” ที่ทำให้ภาคธุรกิจทั่วโลก ไม่กล้าตัดสินใจลงทุนหรือขยับตัว ซึ่ง คริสติน ลาการ์ด มองว่า ความโลเลและการต้องมานั่งคาดเดานโยบายแบบนี้แหละ ที่เป็นตัวการทำร้ายเศรษฐกิจได้เจ็บแสบยิ่งกว่าตัวภาษีจริงๆ เสียอีก
คริสติน ลาการ์ด ชี้ว่า ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขภาษี แต่คือการที่ภาคธุรกิจ “เดาทางไม่ถูก” ว่า นโยบายจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน ซึ่งความไม่ชัดเจนนี้ส่งผลให้บริษัท และนักลงทุนทั่วโลกเริ่มดึงเบรกมือ ทั้งการชะลอโครงการลงทุนใหม่ๆ เลื่อนการจ้างงาน และหยุดแผนขยายธุรกิจ เพื่อรอดูสถานการณ์
ลาการ์ดย้ำว่า การค้าคือสะพานเชื่อมที่สำคัญมาก ระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ ที่ต่างก็ทำธุรกิจอยู่ในประเทศของกันและกันมหาศาล
การเปลี่ยนกติกาแบบกะทันหันจึงไม่ต่างจากการทำลายความมั่นคงที่เป็นหัวใจของธุรกิจ และหากบริษัทยักษ์ใหญ่พร้อมใจกันรัดเข็มขัด ลดการใช้จ่ายเช่นนี้ เศรษฐกิจยุโรปก็อาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงจนน่าเป็นห่วง
แม้ว่าในปัจจุบัน ECB จะยังคง “ตรึงอัตราดอกเบี้ย” เอาไว้ ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่แผนการขึ้นภาษีของทรัมป์กำลังกลายเป็นตัวแปรใหม่ที่น่ากังวล
โดย ฟรองซัวส์ วิลเลอรัว เดอ กาโล ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส มองว่า แม้ผลกระทบต่อราคาสินค้าในภาพรวมอาจไม่รุนแรงมากนัก แต่หากภาษีทำให้สินค้านำเข้าแพงขึ้น จนดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นจริง ก็จะทำให้ ECB ทำงานลำบากขึ้นในการรักษาเสถียรภาพราคา
ซึ่ง คริสติน ลาการ์ด ได้ออกมาเตือนทิ้งท้ายว่า หากสหรัฐฯ เดินหน้ามาตรการกดดันยุโรปอย่างจริงจัง มุมมองเชิงบวกที่ ECB เคยมีต่อเศรษฐกิจ และเงินเฟ้ออาจต้องถูกสั่นคลอน แม้ที่ผ่านมายูโรโซนจะรับมือกับนโยบายกีดกันทางการค้าได้ดี แต่ความเสี่ยงในรอบนี้ ถือว่าสูงและประมาทไม่ได้เลย
คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ออกมาส่งสัญญาณเตือนสติว่า สหรัฐฯ และยุโรปควรรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นนี้ไว้ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพากันมานาน ทั้งในด้านการลงทุนและการสร้างงานมหาศาล
คริสติน ลาการ์ด ระบุชัดเจนว่า การทำลายความเชื่อมโยงเหล่านี้ “ไม่ใช่กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ดีเลย” พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้นำทั้งสองฝั่ง มองถึงผลกระทบในระยะยาวก่อนจะตัดสินใจประกาศสงครามภาษี
คริสติน ลาการ์ด ยังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า เป็นเหมือน “หนังม้วนเก่าที่เคยดูมาแล้ว” เพราะยุโรปมีบทเรียนจากความขัดแย้งในอดีต และรู้ซึ้งดีว่า การดึงดันสู้กันด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า มีแต่จะสร้างความเสียหาย และต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงลิ่วให้กับทั้งสองฝ่าย
ที่มา : cryptopolitan

