Monica Long ประธานของ Ripple เผยว่าบล็อกเชนในปัจจุบันได้กลายเป็นระบบปฏิบัติการของการเงินสมัยใหม่ที่ถูกใช้ และการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลรวมกันสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในงบดุลทั่วโลก
เธอกล่าวว่าภายในสิ้นปี 2026 นี้จะมีบริษัทภายใน Fortune 500 (บริษัทที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ) มากกว่า 250 บริษัท จะเข้ามาถือครองคริปโตหรือใช้บล็อกเชนเพื่อประโยชน์ด้านการเงิน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาวงการคริปโตได้ต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ได้มา ซึ่งการปูพื้นฐานของการกำกับดูแล ที่จะส่งผลทำให้เกิดการยอมรับอย่างรวดเร็วและกว้างขวางในปี 2026 นี้
ไม่ใช่เพียงแต่การถือคริปโตเท่านั้น Long ยังมองว่าบริษัทเหล่านี้ยังจะมีส่วนร่วมในด้านของสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน, การตั้งบริษัทคลังสำรองคริปโต, Stablecoins รวมไปถึงตั๋วเงินคลัง และตราสารทางการเงินที่โปรแกรมได้

คำกล่าวอ้างของ Long ไม่ได้เป็นเพียงแค่การคาดการณ์แต่เธอยังได้อ้างถึงผลสำรวจของ Coinbase ปีที่แล้วที่ว่า 6 ใน 10 ของผู้บริหารจาก Fortune 500 กำลังเริ่มพิจารณาการใช้งานบล็อกเชนทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากว่าสิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นจริง
หนึ่งในสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ จำนวนของบริษัทที่มีการถือ Bitcoin ที่พุ่งขึ้นจาก 4 บริษัทในปี 2020 ขึ้นมามากกว่า 200 ในปี 2026 และกว่า 100 บริษัทเพิ่งมีการจัดเก็บ คริปโตในปีที่ผ่านมา
นอกเหนือจากนี้ ทางด้าน Stablecoin เธอคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ตลาดจะถูกผนวกเข้ากับระบบการชำระเงินทั่วโลก กลายเป็นช่องทางหลักไม่ใช่ช่องทางตัวเลือกอีกต่อไป หากการพัฒนาในฝั่งของกฎหมายและความร่วมมือจากผู้เล่นรายใหญ่เป็นไปได้ด้วยดี
เธอยังกล่าวอีกว่า การบรรจบกันของปัญญาประดิษฐ์ และบล็อกเชนจะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด และสร้างประโยชน์ใน ‘วิธีการที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน’
Stablecoins และ Smart contracts จะช่วยให้ฝ่ายบริหารการเงินสามารถจัดการสภาพคล่อง, เรียกหลักประกัน และเพิ่มผลตอบแทนสูงสุดในธุรกรรมการซื้อคืนสินทรัพย์บนบล็อกเชนได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องใช้มนุษย์เข้ามาแทรกแซง
สุดท้ายนี้เธอมองว่า ความเป็นส่วนตัวจะเป็นกุญแจสำคัญของการขยายตัว เทคโนโลยี Zero-knowledge proofs (ZKP) จะช่วยให้ระบบ AI สามารถประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิตหรือโปรไฟล์ความเสี่ยงได้ โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการให้กู้ยืม และปลดล็อกการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในวงกว้างข้ามไปยังตลาดที่มีการควบคุมโดยภาครัฐ
ที่มา : Cointelegraph

