ราคาทองคำยังคงแรงไม่หยุด โดยล่าสุดพุ่งทะยานขึ้นถึง 4.4% ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ส่งผลให้มูลค่าตลาดทองคำ เพิ่มขึ้นถึง 1.65 ล้านล้านดอลลาร์ในวันเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลเกือบเท่ากับมูลค่าของ Bitcoin ทั้งเหรียญที่ราว 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ รวมกันเลยทีเดียว
โดยราคาทองคำได้ทุบสถิติใหม่ทะลุ 5,600 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ดันมูลค่ารวมของทองคำโลกพุ่งสูงถึง 38.77 ล้านล้านดอลลาร์ สวนทางกับ Bitcoin ที่ราคาปรับตัวลดลงแตะระดับ 88,000 ดอลลาร์

ขณะที่ฝั่ง แร่เงิน (Silver) ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน ราคาพุ่งขึ้นรวดเดียว 21.5% ในสัปดาห์เดียว จนมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ ทิ้งห่างบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia ไปไกล

สินทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด แหล่งที่มา: Infinite Market Cap
ในขณะที่ทองคำพุ่งแรง จากการที่นักลงทุนแห่กันหนี “เงินเฟ้อ และเงินเสื่อมค่า” แต่ Bitcoin กลับอยู่ในสภาวะซบเซาอย่างน่าใจหาย ทั้งที่หลายคนเคยฝันว่า มันจะเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่ช่วยหลบภัยได้เหมือนกัน แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือ ราคา BTC ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เลย นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ คริปโตแครชครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ที่มีแรงเทขายจนพอร์ตถูกล้างไปกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์
เหตุการณ์นี้ทำให้ความเชื่อที่ว่า ทองคำและ Bitcoin จะวิ่งขึ้นไปพร้อมกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการพิมพ์เงิน ต้องสั่นคลอน เพราะในยามวิกฤตปี 2026 นี้ ช่องว่างระหว่าง “สินทรัพย์ปลอดภัย” อย่างทองคำ กับ “สินทรัพย์เสี่ยงสูง” อย่าง Bitcoin เริ่มถ่างออกจากกันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
หากมองภาพรวมในระยะยาวตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ความเป็นจริงที่น่าประหลาดใจก็คือ “ทองคำยังคงให้ผลตอบแทนที่ชนะ Bitcoin” โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นไปถึง 173% ในขณะที่ Bitcoin ทำผลงานตามมาที่ 164%
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แม้เราจะคุ้นหูกับคำนิยามที่ว่า Bitcoin คือ “ทองคำดิจิทัล” (Digital Gold) ที่ควรจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในความเป็นจริงของโลกการเงินช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความมั่นคงและแรงดึงดูดของทองคำในฐานะสินทรัพย์หลบภัย กลับสร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอและสูงกว่าความหวือหวาของคริปโตเคอร์เรนซี
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า Bitcoin นั้นถูกประเมินค่าต่ำเกินไป จากผลสำรวจล่าสุดของ Coinbase ที่พบว่า สถาบันการเงินกว่า 71% มองว่า ราคาในช่วง 85,000–95,000 ดอลลาร์ ยังเป็นราคาที่ “ถูกเกินไป” เมื่อเทียบกับศักยภาพในอนาคต
ที่น่าสนใจคือเกือบ 80% ยืนยันว่า หากตลาดคริปโตร่วงลงอีก 10% พวกเขาก็พร้อมจะ “ซื้อ Bitcoin เพิ่มหรือถือยาว” มากกว่าจะตื่นตระหนกเทขาย
ตอนนี้ภาพรวมอารมณ์ของนักลงทุนอยู่ในสภาวะที่สวนทางกันแบบสุดขั้ว โดยในฝั่งของ ทองคำ กระแสความต้องการพุ่งสูงจนดัชนีความกลัวและความโลภ (Gold Fear & Greed Index) แตะระดับ 99/100 ซึ่งหมายถึงสภาวะ “โลภสุดขีด” เพราะทุกคนต่างแห่กันเข้าไปซื้อทองคำเพื่อความปลอดภัยจนล้นตลาด
ในขณะที่ฝั่ง คริปโตเคอร์เรนซี กลับเงียบเหงาและเต็มไปด้วยความกังวล โดยดัชนีร่วงลงมาอยู่ที่ 26/100 ซึ่งจมอยู่ในโซน “กลัว”
สรุปง่าย ๆคือ ณ ปลายเดือนมกราคม 2026 นี้ นักลงทุนพร้อมใจกันทุ่มเงินเข้าหาทองคำแบบไม่คิดชีวิต แต่ยังคงกล้า ๆ กลัว ๆ และไม่กล้าขยับตัวเข้าหาคริปโตมากนัก

ที่มาภาพ : JM Bullion
ที่มา : cointelegraph

