ตลาดคริปโทฯ เริ่มกลับมาหายใจได้บ้างหลังจากผ่านช่วงสุดสัปดาห์อันโหดร้าย โดยราคา Bitcoin ดีดตัวกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 79,000 ดอลลาร์ในช่วงเที่ยงวันจันทร์ตามเวลาสหรัฐฯ ก่อนจะร่วงลงต่ำกว่า 78,900 อีกครั้ง ซึ่งเป็นการฟื้นตัวขึ้นมากว่า 7% จากจุดต่ำสุดของสัปดาห์ที่ร่วงลงไปต่ำกว่า 75,000 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการดีดตัวกลับขึ้นมา แต่ภาพรวมในรายสัปดาห์ยังคงติดลบหนักกว่า 10% ในขณะที่ Ethereum เองก็มีการฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้วราคาก็ยังคงลดลงไปเกือบ 20% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันในตลาดยังคงมีอยู่สูงมาก
ล้างพอร์ตเดือด 2 พันล้านสาเหตุทุบราคา
สาเหตุของการร่วงลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญของ 21shares ว่าเกิดจากการบังคับขายเพื่อลดภาระหนี้ หรือที่เรียกว่าการล้างพอร์ตครั้งใหญ่ โดยมีมูลค่าความเสียหายในตลาดอนุพันธ์สูงกว่า 2 พันล้านดอลลาร์
การเทขายในครั้งนี้เป็นผลมาจากระบบอัตโนมัติที่สั่งขายเมื่อราคาหลุดแนวรับสำคัญ มากกว่าจะเป็นการขายเพราะหมดศรัทธาของนักลงทุนรายย่อยที่ถือครองเหรียญจริง แรงส่งจากการล้างพอร์ตนี้ทำให้ราคาดิ่งลงด้วยความเร็วและความลึกที่ผิดปกติ แม้กระทั่งสำหรับมาตรฐานความผันผวนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตาม
หุ้นสหรัฐฯ เขียวแต่หุ้นคริปโทฯ แดงเถือก
สถานการณ์ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดูสดใสสวนทางกับตลาดคริปโทฯ อย่างสิ้นเชิง โดยดัชนีดาวโจนส์สามารถทำสถิติปิดบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 ซึ่งถือเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผลตอบแทนในอนาคต แต่ทว่าหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลกลับไม่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นหรือการเด้งของราคา Bitcoin ในรอบนี้เลย
หุ้นของแพลตฟอร์มการลงทุนอย่าง Robinhood ร่วงลงหนักถึง 9% ในขณะที่หุ้นของ Circle ปรับตัวลดลง 5% ส่วนพอร์ตใหญ่อย่าง Coinbase และ Strategy ก็กอดคอกันร่วงลงไป 3% ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนในตลาดหุ้นยังคงมีความกังวลต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมคริปโทฯ ในระยะสั้นนี้
ทองคำพักตัวและจับตาตัวเลขเศรษฐกิจ
หลังจากที่ทองคำและแร่เงินต้องเผชิญกับวันศุกร์ทมิฬที่ราคาร่วงหนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980 ล่าสุดราคาเริ่มทรงตัวได้บ้างแล้วแต่ยังคงติดลบเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่างดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐฯ ประจำเดือนมกราคม ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 52.6 ซึ่งบ่งบอกว่าภาคการผลิตกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งปี
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ร้อนแรงนี้ทำให้นักลงทุนต้องหันไปจับตาดูตัวเลขการจ้างงานที่จะประกาศในวันศุกร์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะสามารถกลับมาลดดอกเบี้ยได้อีกครั้งหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางราคาของสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ต่อไป
ที่มา: coindesk

