ใครที่กำลังกังวลกับสถานการณ์ตลาดคริปโตตอนนี้ ทางนักวิเคราะห์จาก Bernstein มองว่าอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป เพราะวิกฤตที่เราเผชิญอยู่นี้เป็นเพียง “ตลาดหมีระยะสั้น” เท่านั้น และมีแนวโน้มสูงมากที่จะสิ้นสุดลงในช่วงครึ่งแรกของปี โดยเตรียมพร้อมสำหรับการดีดตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งในช่วงปลายปี 2026
แม้ว่าราคา Bitcoin ในปัจจุบันจะร่วงลงมาแตะระดับ $75,000 หรือหายไปกว่า 40% จากจุดสูงสุดแล้ว แต่ทีมวิเคราะห์มองว่ากราฟอาจจะยังไม่นิ่งเสียทีเดียว โดยมีโอกาสที่จะย่อตัวลงไปทดสอบก้นเหว แถว ๆ $60,000 ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญของรอบที่แล้ว
แต่ Bernstein มองว่านี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เป็นจังหวะการ “ปรับฐาน” เพื่อสร้างฐานราคาใหม่ให้แน่น ก่อนที่จะไต่ระดับกลับเข้าสู่ขาขึ้นของจริงในช่วงครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ Bitcoin ทำผลงานได้ค่อนข้างน่าผิดหวังเมื่อเทียบกับ “ทองคำ” ซึ่งสวนทางกับเทรนด์ของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างจีนและอินเดียที่แห่ตุนทองคำเข้าคลังกันยกใหญ่ จนสัดส่วนทุนสำรองพุ่งเกือบ 29% เมื่อปลายปี 2025 ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Bitcoin เมื่อเทียบกับทองคำ ร่วงลงเหลือเพียงแค่ 4% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี

สัดส่วน Market Cap ของ Bitcoin เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับทองคำ ที่มา : Bernstein
สิ่งหนึ่งที่ Bernstein ย้ำคือ อย่าเอาวิกฤตรอบนี้ไปเทียบกับอดีต เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาคือ “วัฏจักรของสถาบันการเงิน” อย่างแท้จริง ตลาดรอบนี้ไม่ได้ถูกปั่นด้วยกระแส FOMO ของรายย่อยเหมือนแต่ก่อน แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินมหาศาลจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ที่มีสินทรัพย์รวมกันถึง 1.65 แสนล้านดอลลาร์ (เกือบ 6 ล้านล้านบาท)
รวมถึงเทรนด์ที่บริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ เริ่มหันมาถือครอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรอง ปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้เองที่เคยดันราคาให้พุ่งแรง และยังคงเป็นโครงสร้างหลักของตลาดในปัจจุบัน
สุดท้ายสิ่งที่อาจเข้ามากู้วิกฤตได้คือนโยบายจากฝั่งสหรัฐฯ โดย Bernstein วิเคราะห์ว่า หากตลาดยังนองเลือดต่อไป รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ คงไม่ยืนดูเฉยๆ แต่อาจงัดมาตรการเด็ดขาดออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งทุนสำรอง Bitcoin แห่งชาติ โดยใช้เหรียญที่รัฐยึดมา หรือการดันคนรู้ใจอย่าง Kevin Warsh ขึ้นเป็นประธานเฟดคนใหม่เพื่อเปลี่ยนทิศทางลมให้เอื้อต่อคริปโต การขยับตัวเหล่านี้จะยกระดับ Bitcoin จากสินทรัพย์เสี่ยงให้กลายเป็น “สินทรัพย์ระดับรัฐ” อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะจุดระเบิดให้ราคาทะยานกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว
ที่มา : theblock

