<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

นรกแตก! กูรูฟันธง Bitcoin จ่อร่วงแตะ 10,000 ดอลลาร์ รับวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Mike McGlone จาก Bloomberg เตือนว่า Bitcoin อาจร่วงลงสู่ระดับ 10,000 ดอลลาร์ เนื่องจากความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ และสัญญาณฟองสบู่แตก
  • ตัวชี้วัดมหภาคชี้อันตราย ทั้งมูลค่าตลาดหุ้นต่อ GDP ที่สูงเป็นประวัติการณ์ และความผันผวนที่ต่ำผิดปกติ สวนทางกับทองคำที่กำลังมาแรง
  • McGlone มองว่ายุคแห่งการ “Buy the Dip” อาจจบลงแล้ว และ Bitcoin อาจเป็นตัวนำร่องความล่มสลายของตลาดหุ้น
  • นักวิเคราะห์ฝั่งตรงข้ามมองว่าเป้า 10,000 ดอลลาร์ เป็นไปได้ยาก เว้นแต่จะเกิดวิกฤตการเงินรุนแรงจริงๆ โดยมองแนวรับที่ 40,000 – 50,000 ดอลลาร์ สมเหตุสมผลกว่า

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish

การออกมาเตือนด้วยตัวเลขเป้าหมายที่ต่ำมากระดับ 10,000 ดอลลาร์ จากนักวิเคราะห์ชื่อดัง ย่อมส่งผลลบต่อจิตวิทยาตลาดและสร้างความหวาดกลัวให้นักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคากำลังผันผวน

วงการคริปโตต้องสะดุ้งโหยงกันอีกครั้ง เมื่อ Mike McGlone นักกลยุทธ์มหภาคชื่อดังจาก Bloomberg Intelligence ออกมาส่งคำเตือนสุดสยองขวัญเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า การร่วงลงของราคาคริปโตในช่วงนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของความเครียดทางการเงินในวงกว้าง และมีความเป็นไปได้ที่ Bitcoin อาจจะปรับตัวลดลงกลับไปสู่ระดับ 10,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 350,000 บาท ซึ่งอาจเป็นลางบอกเหตุของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ครั้งต่อไป

หมดยุค “Buy the Dip” แล้วหรือยัง?

McGlone โพสต์ข้อความผ่าน X (Twitter) โดยชี้ว่ากลยุทธ์ยอดฮิตอย่าง “Buy the Dip” หรือการเข้าช้อนซื้อเมื่อราคาย่อตัว ซึ่งเคยใช้ได้ผลดีกับสินทรัพย์เสี่ยงมาตลอดนับตั้งแต่วิกฤตปี 2008 อาจจะกำลังถึงจุดสิ้นสุด เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลเริ่มแสดงความอ่อนแอและพลวัตความผันผวนของตลาดกำลังเปลี่ยนแปลงไป

สถานการณ์ราคา Bitcoin ล่าสุดดูไม่สู้ดีนัก หลังจากพยายามดีดตัวกลับขึ้นไปที่ 70,841 ดอลลาร์ เมื่อเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็กลับร่วงลงมาแกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 68,800 ดอลลาร์ ในช่วงสายของวันจันทร์ โดยตลาดคริปโตโดยรวมก็แดงเดือดเช่นกัน เหรียญ 85 ใน 100 อันดับแรกต่างกอดคอกันร่วง โดยเฉพาะเหรียญสายความเป็นส่วนตัวอย่าง Monero และ Zcash ที่ร่วงหนักถึง 10% และ 8% ตามลำดับ

McGlone ระบุว่า อีกไม่นานเราคงจะได้ยินนักวิเคราะห์หุ้นออกมาพูดคำว่า Healthy Correction หรือการปรับฐานที่ดีต่อสุขภาพ (เพราะถ้าไม่พูดแบบนี้อาจตกงานได้) หลังจากที่คริปโตพังทลายลง แต่เขาเตือนว่ามนตร์ขลังของการซื้อเมื่อย่อตัวอาจเสื่อมลงแล้ว

สัญญาณอันตรายจากตัวเลขมหภาค

McGlone ได้ยกตัวชี้วัดมหภาคหลายตัวที่สะท้อนถึงสภาวะความเสี่ยงที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่อ GDP ที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบศตวรรษ ในขณะเดียวกัน ความผันผวนระยะ 180 วันของดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 กลับลดลงต่ำสุดในรอบ 8 ปี ซึ่งเขามองว่าเป็นความเงียบก่อนพายุใหญ่

เขายังกล่าวอีกว่าฟองสบู่คริปโตกำลังระเบิดจากภายในและกระแสความคลั่งไคล้ในตัวทรัมป์ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และกำลังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดอื่นๆ

ในทางตรงกันข้าม ทองคำและโลหะเงินกลับกำลังสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด ในอัตราที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบครึ่งศตวรรษ พร้อมกับความผันผวนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจลามไปสู่ตลาดหุ้นในที่สุด

เป้าหมายสยองที่ 10,000 ดอลลาร์

จากการวิเคราะห์กราฟเปรียบเทียบระหว่าง Bitcoin (ที่ปรับสเกลโดยการหาร 10) กับ S&P 500 McGlone ชี้ว่าทั้งคู่กำลังเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 7,000 ในกราฟของเขา โดยมองว่า Bitcoin ที่มีความผันผวนสูงและพึ่งพาค่าเบต้าของตลาดหุ้น ไม่น่าจะยืนระยะอยู่ได้หากตลาดหุ้นอ่อนแอลง

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg รายนี้ประเมินว่า ระดับ 5,600 จุดของ S&P 500 (ซึ่งเทียบเท่ากับ Bitcoin ที่ 56,000 ดอลลาร์ ตามสเกลของเขา) เป็นเพียงจุด “ปรับฐานปกติ” เบื้องต้นเท่านั้น แต่กรณีเลวร้ายที่เป็นสมมติฐานหลักของเขาคือ Bitcoin อาจร่วงลงไปถึง 10,000 ดอลลาร์ หากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึงจุดพีคและเข้าสู่ภาวะถดถอย

เสียงค้านจากนักวิเคราะห์อื่น

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับทฤษฎีโลกแตกนี้ Jason Fernandes ผู้ร่วมก่อตั้ง AdLunam และนักวิเคราะห์ตลาด ได้ออกมาแย้งผ่าน CoinDesk ว่าแนวคิดของ McGlone ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าตลาดจะต้องจบลงด้วยการพังทลายเสมอ และการที่ Bitcoin มีค่าความสัมพันธ์กับหุ้นสูงไม่ได้การันตีว่าจะต้องร่วงหนักเท่ากัน

Fernandes มองว่านี่เป็นการด่วนสรุปเกินไป เพราะตลาดสามารถลดความร้อนแรงได้ผ่านทางเวลา การหมุนเวียนกลุ่มลงทุน หรือการกัดเซาะจากเงินเฟ้อ โดยเขามองว่าหากเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมหภาค Bitcoin น่าจะปรับฐานลงมาที่ 40,000 – 50,000 ดอลลาร์ หรือไซด์เวย์มากกว่าที่จะร่วงลึกถึง 10,000 ดอลลาร์ ซึ่งระดับนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีวิกฤตเชิงระบบอย่างรุนแรง เช่น ปัญหาสภาพคล่องหดตัวฉับพลัน หรือการบังคับขายลดหนี้ (Deleveraging) ครั้งใหญ่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ต่ำ


ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน การทำนายระดับ 10,000 ดอลลาร์ ของ McGlone นั้นดูจะอคติในทางลบ หรือ FUD หนักมือไปหน่อย เพราะนั่นหมายถึง Bitcoin ต้องมูลค่าหายไปกว่า 85% จากตอนนี้ ซึ่งต้องใช้วิกฤตระดับโลกที่รุนแรงกว่าตอนโควิดหรือ FTX ล่มสลายเสียอีก แม้เราไม่ควรประมาทเรื่องเศรษฐกิจถดถอย แต่พื้นฐานของ Bitcoin ตอนนี้ที่มี ETF และสถาบันรองรับ แข็งแกร่งกว่าอดีตมาก การมองลงไปลึกขนาดนั้นอาจจะเป็นกรณีเลวร้ายที่สุดจริงๆ แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว การย่อตัวลงมา (แม้ไม่ถึงหมื่นดอลลาร์) ก็อาจเป็นโอกาสในการเก็บของ มากกว่าที่จะตื่นตระหนกขายทิ้ง

ที่มา: coindesk