สรุปข่าว
- ทองคำและเงินพังยับ สูญมูลค่ารวม 1.1 ล้านล้านดอลลาร์หรือ 34,100 ล้านล้านบาทภายใน 12 ชั่วโมง ตามรายงาน The Kobeissi Letter
- การร่วงครั้งนี้เกิดท่ามกลางความกังวลเรื่อง AI speculation และความผันผวนของตลาดหุ้นเทคโนโลยี
- นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงใหม่ หลังทองคำและเงินพุ่งขึ้นแรงตลอดปี 2025 จนมูลค่าสูงกว่า Nvidia ถึง 9 เท่า
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
การพังของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำแสดงว่านักลงทุนกำลังขายทุกอย่างเพื่อหาสภาพคล่อง ซึ่งจะกระทบคริปโตที่มี correlation สูงกับตลาดเสี่ยง
ตลาดโลหะมีค่าสั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 หลัง The Kobeissi Letter บัญชี X ชื่อดังด้านการวิเคราะห์ตลาดการเงินรายงานว่าทองคำและเงินสูญมูลค่ารวมกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์หรือประมาณ 34,100 ล้านล้านบาทภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลเรื่อง AI speculation ที่กำลังครอบงำตลาด
การร่วงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทองคำและเงินทำสถิติใหม่ในช่วงต้นปี 2026 โดยมูลค่าตลาดรวมแตะระดับ 35 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับทองคำ และ 6 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับเงิน ทำให้มูลค่ารวมของทั้งสองโลหะสูงกว่า Nvidia ถึง 9 เท่า
บริบทการพุ่งขึ้นของทองคำและเงิน
ก่อนหน้านี้ตลาดโลหะมีค่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในปี 2025 โดยทองคำพุ่งขึ้น 72% เพิ่มมูลค่าตลาด 13.2 ล้านล้านดอลลาร์หรือ 409,200 ล้านล้านบาทในปีเดียว ส่วนเงินทำผลงานได้ดียิ่งกว่า พุ่งขึ้น 175% กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอันดับ 3 ของโลกด้วยมูลค่า 4.2 ล้านล้านดอลลาร์
การพุ่งขึ้นของเงินถือเป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีนับตั้งแต่ปี 1980 ที่เงินสามารถทำ win streak ติดต่อกัน 8 เดือน โดยราคาเงินพุ่งจากประมาณ 28 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2024 ขึ้นมาแตะระดับสูงสุดเหนือ 84 ดอลลาร์ต่อออนซ์หรือราว 2,604 บาทต่อออนซ์ในเดือนธันวาคม 2025
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้โลหะมีค่าพุ่งขึ้นคือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ การพิมพ์เงินของธนาคารกลางทั่วโลก ดอลลาร์อ่อนค่าลง และการที่ธนาคารกลางต่างประเทศเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองจาก 22% เป็น 28% เนื่องจากต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์
นอกจากนี้เงินยังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ทางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการใช้งานในแผงโซลาร์เซลล์ ฮาร์ดแวร์ AI และยานยนต์ไฟฟ้า โดย Silver Institute รายงานว่าตลาดเงินขาดดุลอุปทานติดต่อกัน 5 ปีแล้ว ประมาณ 200 ล้านออนซ์ต่อปี
สาเหตุการร่วงครั้งนี้
การร่วงลงอย่างรวดเร็วของทองคำและเงินในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 เกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน
ประการแรกคือความกังวลเรื่อง AI speculation ที่กำลังครอบงำตลาด หลังจากที่หุ้นเทคโนโลยีและบริษัท AI ได้รับแรงกดดันอย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าการลงทุนด้าน AI หลายแสนล้านดอลลาร์จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้จริงหรือไม่
ก่อนหน้านี้ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ตลาดเคยประสบ flash crash ที่ทำให้มูลค่าตลาดหายไปหลายล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก ทองคำร่วง 4.1% ส่วนเงินดิ่ง 10% และทองแดงลง 2.7% ในช่วงเวลาอันสั้น
นักวิเคราะห์ระบุว่าการร่วงครั้งนี้เกิดจากการซื้อขายแบบอัลกอริทึมประกอบกับการเก็บกำไรหลังจากที่ทองคำและเงินปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการที่นักลงทุนหลายรายใช้เลเวอเรจสูงเกินไป เมื่อขาดทุนในหุ้นจึงต้องขายสินทรัพย์อื่นเพื่อสร้างสภาพคล่อง
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
การร่วงของทองคำและเงินส่งสัญญาณเชิงลบต่อตลาดคริปโต เนื่องจากแม้แต่ทองคำซึ่งปกติถือเป็นสินทรัพย์กักตุนมูลค่ายังถูกขายทิ้ง แสดงให้เห็นว่านักลงทุนจำนวนมากกำลังหาสภาพคล่องอย่างเร่งด่วน
Bitcoin ซึ่งมักถูกเรียกว่า digital gold กำลังแตะระดับ 63,000 ดอลลาร์หรือ 1.95 ล้านบาท ลดลงกว่า 50% จากจุดสูงสุดที่ 126,000 ดอลลาร์หรือ 3.91 ล้านบาทในเดือนตุลาคม 2025 โดยมีความสัมพันธ์สูงกับตลาดหุ้นเทคโนโลยี
ที่น่ากังวลคือการซื้อขายผ่านอัลกอริทึมทำให้ราคาปรับตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง สำหรับคริปโตซึ่งมีความสัมพันธ์สูงกับหุ้นเทคโนโลยี หากตลาดหุ้น AI ยังคงอ่อนแอต่อเนื่อง ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกขายทิ้งในลักษณะเดียวกัน
นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank ระบุว่าแม้การปรับตัวลงของโลหะมีค่าจะรุนแรง แต่กรณีการลงทุนในระยะยาวยังคงมีอยู่ โดยปัจจัยสนับสนุนหลักคือเงินเฟ้อและการ debasement ของดอลลาร์
มุมมองนักวิเคราะห์
Zavier Wong นักวิเคราะห์จาก eToro ระบุว่าเงินมีการมีส่วนร่วมจากนักลงทุนรายย่อยมากกว่าทองคำ ทำให้มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของ sentiment ในระยะสั้นมากกว่า อย่างไรก็ตามเขาเตือนว่าการมองว่าการร่วงทั้งหมดเกิดจาก speculation อย่างเดียวนั้น too simplistic เพราะเงินมีอุปสงค์ทางอุตสาหกรรมจริง โดยเฉพาะจาก data centers และโครงสร้างพื้นฐาน AI
การศึกษาที่เผยแพร่ในเดือนมกราคม 2026 คาดการณ์ว่าอุปสงค์เงินทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นในทศวรรษนี้ ขับเคลื่อนโดยแผงโซลาร์เซลล์เป็นหลัก โดยอุปสงค์รวมคาดว่าจะแตะ 48,000-54,000 ตันต่อปีภายในปี 2030 ในขณะที่อุปทานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 34,000 ตัน หมายความว่าอุปทานจะตอบสนองได้เพียง 62-70% ของอุปสงค์เท่านั้น
ส่วนตัวผู้เขียวมองว่าการร่วงของทองคำและเงินในครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับตลาดโดยรวม การที่แม้แต่สินทรัพย์ปลอดภัยยังถูกขายทิ้งอย่างรวดเร็วแสดงว่าตลาดกำลังเผชิญแรงกดดันสภาพคล่องที่รุนแรง สำหรับนักลงทุนคริปโต สิ่งที่ต้องระวังคือความผันผวนที่จะเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะหาก AI bubble แตกจริง ตลาดคริปโตที่มี correlation สูงกับหุ้นเทคอาจได้รับผลกระทบตามมาอย่างหนัก อย่างไรก็ตามในระยะยาวถ้าวิกฤตนี้นำไปสู่การพิมพ์เงินเพิ่มเติมจาก Fed คริปโตและทองคำอาจกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในฐานะ hedge ต่อการ debasement ของเงินเฟ้อ
แหล่งข้อมูล: @KobeissiLetter, thestreet, cnbc, coinpedia

