bitkub-banner

ธนาคารจะหายไปหรือไม่? เมื่อ Stablecoin ทำทุกอย่างที่แบงก์ทำได้ แต่เร็วและดีกว่า 100 เท่า

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Stablecoin เข้ามาท้าทายระบบธนาคารดั้งเดิมด้วยจุดแข็ง 3 ด้าน คือโอนเงินข้ามโลกแบบเรียลไทม์ได้ตลอดไม่มีวันหยุด, ค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่ามาก และช่วยให้กลุ่มคนที่ไม่มีบัญชีธนาคารสามารถเข้าถึงระบบการเงินได้
  • ถึงเทคโนโลยีจะล้ำหน้า แต่ธนาคารจะยังไม่สูญพันธุ์เพราะมีหน้าที่สำคัญที่คริปโตทดแทนไม่ได้
  • ธนาคารพาณิชย์จะถูกบีบให้ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในยุคสมัยใหม่ควบคู่กับธุรกิจคริปโต

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Stablecoin ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงที่น่ากลัวของระบบธนาคารดั้งเดิม ด้วยความสามารถอันหลากหลายแต่อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะยังไม่ล่มสลายในเร็วๆ นี้ เนื่องจากยังคงกุมอำนาจในการสร้างกลไกสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีเกราะป้องกันทางกฎหมายที่คอยคุ้มครองความผิดพลาดของผู้ใช้ ท้ายที่สุด อนาคตของระบบการเงินจึงไม่ใช่การที่ธนาคารหายไปแต่เป็นการบังคับให้ธนาคารต้องวิวัฒนาการ

โลกการเงินกำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อเส้นแบ่งระหว่างโลกคริปโตและโลกการเงินดั้งเดิมเริ่มเลือนรางลงทุกทีจากการมาถึงของ Stablecoin ที่สามารถทำได้ทุกอย่างแต่เหนือชั้นยิ่งกว่าระบบเดิมๆ ทำให้เราอาจต้องมาเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า ธนาคาร ยังมีความจำเป็นอยู่ไหม

ทำไม Stablecoin ถึงถูกมองว่าเป็น Bank Killer? สาเหตุที่ทำให้ Stablecoin เริ่มก้าวขึ้นมาเป็นภัยคุกคามของระบบธนาคารไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาคุณสมบัติหลักที่ถูกคิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่เริ่มวางแผนสร้าง

ความเร็วและเวลา

ระบบธนาคารแบบดั้งเดิมอย่างที่เราทราบกันดีนั้น ปกติแล้วจะมีเวลาทำการอยู่ในช่วง จ.-ศ. หมายความว่าธุรกรรมอื่นๆ จะต้องหยุดชะงักในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ แม้ระบบใหม่อย่าง​ E-Banking จะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ใช้งานรายย่อยได้แต่สำหรับรายใหญ่แล้วพวกเขาก็ต้องรอเช้าวันจันทร์อยู่ดี

มิหนำซ้ำหากคิดจะโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบธนาคาร ยอดเงินที่ส่งไปจะต้องถูกพักไว้เพื่อตรวจสอบเป็นเวลา 3-5 วันทำการ ทำให้การโอนเงินฉุกเฉินทันทีเป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อยเพราะต้องผ่านตัวกลาง

กลับกัน Stablecoin สามารถทำงานได้ 24/7 ไม่มีวันหยุดและชำระเงินได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่ายอดการส่งเงินจะอยู่ในระดับค่าก๋วยเตี๋ยว ไปจนถึงโอนเงินหลักล้านก็สามารถทำได้ภายในไม่กี่นาที พร้อมใช้งานได้เสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกขอเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต โดยที่ยอดเงินทั้งหมดจะถูกโอนเข้าหาผู้ใช้โดยตรง

ต้นทุนตัวกลาง

รู้หรือไม่ว่าหนึ่งในรายได้หลักของสถาบันการเงินที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนคือ “ค่าธรรมเนียมธุรกรรม” แม้มองผิวเผินยอดเงินต่อครั้งอาจฟังดูน้อย แต่เมื่อนำมารวมกันกลับกลายเป็นเม็ดเงินมหาศาล และด้วยข้อจำกัดที่ขาดแพลตฟอร์มทางเลือก ทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากต้องยอมจำนนต่ออัตราค่าธรรมเนียมเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว

ในการทำธุรกรรมแต่ละครั้ง แม้ผู้ใช้จะเห็นการหักเงินเพียงยอดเดียว แต่กระบวนการหลังบ้านนั้นเต็มไปด้วยการหักค่าธรรมเนียมยิบย่อยหลายทอด ตั้งแต่ธนาคารต้นทาง ตัวกลางรับชำระ ไปจนถึงปลายทาง ซึ่งการมาถึงของ Stablecoin ได้เข้ามาอุดรอยรั่วและแก้ปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ยกตัวอย่างเช่น หากเกิดการใช้จ่าย 1,000 บาท ภายใต้ค่าธรรมเนียม 3% ผู้ใช้จะสูญเสียต้นทุนแฝงทันที 30 บาท ในขณะที่การเปลี่ยนมาใช้เครือข่าย Stablecoin จะช่วยลดต้นทุนส่วนนี้ลงได้มหาศาล โดยเหลือค่าธรรมเนียมเพียงระดับเสี้ยวสตางค์เท่านั้น

ไม่ง้อบัญชี

ในประเด็นนี้ผู้ที่มีบัญชีธนาคารอยู่แล้วอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับกลุ่มคนที่ เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดด้านเอกสารหรือความยากจน นี่คืออุปสรรคชิ้นใหญ่ เพราะการไม่มีบัญชีเงินฝาก เท่ากับถูกบังคับให้ตัดขาดออกจากระบบการเงินโดยสมบูรณ์ พวกเขาทำได้เพียงเก็บเงินสดก้อนโตไว้กับตัว ซึ่งนอกจากจะเสี่ยงต่อความปลอดภัยแล้ว ยังสูญเสียโอกาสในการทำธุรกรรมต่างๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือประเทศในแถบลาตินอเมริกาอย่าง อาร์เจนตินา และ เวเนซุเอลา รวมถึงหลายพื้นที่ในทวีปแอฟริกาอย่าง ไนจีเรีย ที่ประชาชนนับล้านไม่สามารถเข้าถึงบริการของธนาคารได้ แถมยังต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงจนเงินสดในมือแทบไร้ค่า ในจุดนี้เองที่ Stablecoin ได้ก้าวเข้ามาเป็นมากกว่าแค่ทางเลือกในการชำระเงิน แต่มันคือ หนทางรอดของผู้คนนับล้าน พวกเขาสามารถปกป้องความมั่งคั่งและเชื่อมต่อกับระบบการเงินโลกได้ทันทีผ่านสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว โดยไม่จำเป็นต้องง้อธนาคารแบบดั้งเดิมอีกต่อไป

ธนาคารจะสูญพันธุ์จริงหรือ?

อย่างไรก็ตามการด่วนสรุปว่า Stablecoin จะเข้ามา “ฆ่า” หรือทำให้ระบบธนาคารล่มสลายไปเลยนั้น อาจเป็นการคาดการณ์ที่เกินจริงไปเสียหน่อย เพราะในสมรภูมิการเงินโลก ยักษ์ใหญ่อย่างสถาบันการเงินย่อมไม่มีทางนั่งรอความตายเมื่อถูกคุกคาม พวกเขาพร้อมที่จะปรับตัวสู้และที่สำคัญที่สุด โครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างของธนาคารแบบดั้งเดิมก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ระบบเศรษฐกิจยังคงขาดไม่ได้ หน้าที่ของธนาคาร ธนาคารไม่ได้มีหน้าที่แค่รับฝากหรือโอนเงินเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญของพวกเขาคือการ “ปล่อยสินเชื่อ” ซึ่งเป็นกลไกในการสร้างวงเงินกู้ เพื่ออัดฉีดและกระตุ้นเศรษฐกิจในสเกลระดับประเทศ หน้าที่นี้เป็นสิ่งที่ Stablecoin หรือโลกคริปโตยังไม่สามารถก้าวเข้ามาทดแทนได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ ธนาคารยังเปรียบเสมือนป้อมปราการที่คอยคุ้มครองเงินฝาก เวลาเกิดปัญหาพวกเขาต้องมีส่วนรับผิดชอบตามกฎหมาย หากคุณโอนเงินผิดบัญชี คุณสามารถแจ้งระงับและขอให้ธนาคารตรวจสอบเพื่อดึงเงินกลับมาได้ทันที ในทางกลับกัน หากคุณโอนคริปโตผิดพลาดบนบล็อกเชน ทุกอย่างถือเป็นที่สิ้นสุด คุณต้องจะแบกรับผิดชอบความผิดพลาดนั้นเองและไม่สามารถเรียกร้องให้ใครเข้ามาแก้ไขหรือดึงเงินคืนให้กับคุณได้

สิ่งที่ธนาคารจะทำถัดจากนี้ ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น องค์กรยักษ์ใหญ่ระดับธนาคารย่อมไม่มีทางยอมอยู่นิ่งเฉยเพื่อรอวันล่มสลายอย่างแน่นอน เมื่อต้องเผชิญกับคลื่นความเปลี่ยนแปลง พวกเขามีทางเลือกหลักๆ ในการพลิกเกมเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้

ทางแรกคือการสร้างอาวุธขึ้นมาสู้เอง โดยสถาบันการเงินอาจหันมาออก Stablecoin ของตนเอง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกพัฒนาขึ้นมาในรูปแบบของสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) หรือเป็นเหรียญที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ก็ตาม ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งคือ ยุทธวิธีหากเอาชนะไม่ได้ก็จงเข้าร่วม โดยธนาคารจะเลือกรับเอาเทคโนโลยี Stablecoin และบล็อกเชนเข้าไปฝังไว้เป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการหลังบ้านเพื่อหั่นต้นทุนการทำธุรกรรมให้ต่ำลงและเพิ่มกำไรให้ตัวเอง

บทสรุป

ท้ายที่สุดแล้ว ระบบธนาคารไม่ได้กำลังจะล่มสลายหรือหายไปไหน แต่มันกำลังถูกเทคโนโลยีบีบคั้นให้ต้องวิวัฒนาการ สิ่งที่กำลังจะสูญพันธุ์ไปจริงๆ คือ รูปแบบการให้บริการยุคเก่า อย่างการต่อคิวหน้าเคาน์เตอร์สาขา หรือระบบโอนเงินข้ามประเทศที่เชื่องช้าและเต็มไปด้วยค่าธรรมเนียมมหาศาล

สถาบันการเงินที่ดื้อรั้นและปรับตัวไม่ทัน จะถูกลดทอนความสำคัญลงจนกลายเป็นเพียงท่อส่งน้ำที่ไร้ค่าในระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่ธนาคารซึ่งเปิดรับและนำ Stablecoin มาผนวกใช้ จะสามารถยกระดับตัวเองขึ้นเป็นผู้ให้บริการทางการเงินยุคใหม่ที่เร็วกว่า ถูกกว่า และทรงพลังยิ่งกว่าเดิม


มุมมองผู้เขียน : Stablecoin ไม่ได้จะมาแทนที่ระบบธนาคารแต่จะเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกันซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดก็คือตัวผู้ใช้นั่นเอง