สรุปข่าว
- กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ออกคำขู่ว่าจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เฉพาะประเทศอาหรับและยุโรปที่ขับไล่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และอิสราเอลออกไป หมายความว่าชาติที่เหลือจะถูกปิดกั้นเส้นทางน้ำมันสำคัญ
- ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบราว 20% ของอุปทานโลก การปิดกั้นช่องแคบนี้จะสร้างแรงกระแทกรุนแรงต่อราคาพลังงานและตลาดการเงินทั่วโลก
- ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงบานปลาย ทั้งจากการที่ NATO ยิงสกัดขีปนาวุธอิหร่านเหนือน่านฟ้าตุรกี และสหรัฐฯ ส่งเครื่องบิน E-6B Mercury ไปประจำการในภูมิภาค สัญญาณการลุกลามทางทหารยังน่าจับตาอย่างใกล้ชิด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
การขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นการยกระดับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง ซึ่งมักทำให้นักลงทุนแห่ถอยออกจากสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึง Bitcoin และคริปโต ในระยะสั้น ตลาดอาจเผชิญแรงขายหนักหากสถานการณ์ลุกลามเป็นความขัดแย้งทางอาวุธจริง
เมื่อเช้าวันที่ 10 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก Crypto Rover กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้ออกแถลงการณ์ขู่ว่าจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เฉพาะประเทศอาหรับและยุโรปที่ยอมขับไล่เอกอัครราชทูตของสหรัฐฯ และอิสราเอลออกจากประเทศตัวเอง โดยนัยก็คือชาติใดที่ปฏิเสธเงื่อนไขนี้ จะถูกกีดกันจากการเข้าถึงเส้นทางน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลกแห่งนี้ คำขู่ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดการเงินโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20% ของอุปทานทั่วโลก และหากถูกปิดกั้นจริงย่อมส่งผลสะเทือนต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ช่องแคบฮอร์มุซ คืออะไรและทำไมถึงสำคัญขนาดนี้
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางน้ำแคบๆ ที่คั่นระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาระเบีย มีความกว้างเพียงราว 33 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุด แต่ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์นั้นมหาศาล เพราะน้ำมันดิบที่ออกมาจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ต้องผ่านช่องแคบนี้ทั้งสิ้น คิดเป็นน้ำมันดิบเกือบ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานโลก ในอดีตอิหร่านเคยขู่ปิดช่องแคบนี้หลายครั้งในช่วงที่ตึงเครียดกับสหรัฐฯ แต่ครั้งนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขทางการทูตที่ชัดเจนและก้าวร้าวเป็นพิเศษ
สิ่งที่ทำให้คำขู่รอบนี้อันตรายกว่าเดิม คือบริบทของสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า NATO ยิงสกัดขีปนาวุธอิหร่านที่บินเข้าน่านฟ้าตุรกี และสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินบัญชาการนิวเคลียร์ E-6B Mercury ไปประจำการในตะวันออกกลาง ซึ่งบ่งชี้ว่าสถานการณ์กำลังยกระดับขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าจะเบาลง
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระดับนี้มักส่งผลให้นักลงทุนถอยออกจากสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น และตลาดคริปโตก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ในอดีตเมื่อเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง Bitcoin มักปรับตัวลงในช่วงแรกจากแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงพร้อมกัน ก่อนที่บางครั้งจะฟื้นตัวกลับมาในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ในระยะยาว ดังที่ Siam Blockchain เคยรายงานไว้ว่า อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เงินคริปโตไหลออกพุ่งสูงถึง 700% ในรอบก่อนหน้า
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังอยู่ในภาวะผันผวนรุนแรง โดย Siam Blockchain รายงานว่า ราคาน้ำมันเพิ่งร่วงกว่า 30% ลงมาต่ำกว่า 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่เคยพุ่งไปแตะ 115 ดอลลาร์ ความผันผวนของราคาพลังงานในระดับนี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก และหากอิหร่านเดินหน้าปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจริง ราคาน้ำมันอาจพุ่งกลับอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะยิ่งกดดันภาวะเงินเฟ้อและทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ สภาพแวดล้อมดังกล่าวล้วนเป็นปัจจัยลบต่อตลาดคริปโตทั้งสิ้น
เงื่อนไขทางการทูตที่ยากจะยอมรับ
เงื่อนไขที่ IRGC ตั้งไว้นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ การขอให้ประเทศต่างๆ ขับไล่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ออกไปนั้นหมายถึงการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับมหาอำนาจหลักของโลก ซึ่งจะมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการเมืองมหาศาลสำหรับประเทศที่ทำ จึงแทบแน่นอนว่าไม่มีชาติยุโรปหรืออาหรับรายใหญ่จะยอมทำตาม สิ่งนี้ทำให้คำขู่นี้ดูเหมือนการส่งสัญญาณทางการทหารมากกว่าข้อเสนอทางการทูตที่จริงจัง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทางการอิหร่านสาบานล้างแค้นหลังการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด Khamenei ซึ่งบ่งชี้ว่า IRGC อยู่ในโหมดตอบโต้เต็มที่ ประกอบกับรายงานที่ว่า Jim Cramer ไม่เห็นทางออกทางการทูตใดๆ สำหรับความขัดแย้งนี้ ทำให้ภาพรวมสถานการณ์ยังคงน่าวิตกอย่างยิ่ง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคำขู่ของ IRGC รอบนี้ฟังดูรุนแรงมาก แต่เงื่อนไขที่ตั้งไว้นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ทำให้น่าคิดว่านี่อาจเป็นการส่งสัญญาณแสดงพลังมากกว่าเจตนาที่จะปิดช่องแคบจริงๆ อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อแบบนี้ ตลาดคริปโตอาจผันผวนหนักได้ทุกวัน สิ่งที่ต้องจับตาคือท่าทีของประเทศอ่าวอาหรับ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและยูเออี ว่าจะตอบสนองต่อคำขู่นี้อย่างไร รวมถึงว่าสหรัฐฯ จะมีการเคลื่อนไหวทางทหารเพิ่มเติมในภูมิภาคหรือไม่ ถ้าราคาน้ำมันกลับมาพุ่งอีกรอบ ให้รู้เลยว่าคริปโตจะโดนแรงขายตามมาด้วย
เครดิตภาพจาก @CryptoRover

