สรุปข่าว
- รายงานชี้ว่าวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะเจาะระบบคริปโตได้แบบฉับพลันทันทีนั้นไม่มีอยู่จริง แต่ภัยคุกคามจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นลำดับขั้น
- ควอนตัมจะเริ่มจากถูกใช้ในเชิงพาณิชย์ จากนั้นจะเริ่มเจาะระบบที่เปราะบางได้ จนขยับมาถึง Bitcoin ในท้ายที่สุด
- Stage 4 ถึงจะอันตรายถึงขั้นทำลายระบบ แต่ทีมวิจัยประเมินว่ากว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปถึงจุดที่เป็นภัยคุกคามรุนแรง Stage 3 อาจต้องใช้เวลาอีก 10-20 ปี
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ARK Invest และ Unchained ได้ออกมาสยบความตื่นตระหนกเรื่อง Q-day โดยระบุว่าภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมต่อ Bitcoin จะไม่เกิดขึ้นแบบปุบปับ แต่จะพัฒนาผ่าน 5 ระยะ โดยทีมวิจัยเชื่อมั่นว่าเครือข่าย Bitcoin มีเวลาเตรียมตัวอีกอย่างน้อย 10-20 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เพียงพอสำหรับนักพัฒนาในการสร้างและอัปเกรดระบบนิเวศให้ต้านทานการโจมตีจากควอนตัมได้อย่างสมบูรณ์ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง
ARK Invest ร่วมกับ Unchained ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า “Q-day” หรือวันที่จู่ๆ ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะกลายเป็นภัยคุกคามโดยทันทีอาจไม่มีทางเกิดขึ้นจริง แต่จะมีสัญญาณเตือนเป็นระยะจนกว่าจะถึงจุดนั้นเห็นได้จากขั้นตอนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
Dhruv Bansal และ Tom Honzik ผู้เขียนรายงาน whitepaper ฉบับนี้ระบุว่ากรอบขั้นตอนภัยคุกคามโดยควอนตัมจะประกอบไปด้วยกัน 5 ระดับ โดยเริ่มตั้งแต่ สเตจ 0 ไปจนถึง 4 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
Stage 0 : การกำเนิด
ในระดับที่ศูนย์ คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะถือกำเนิดขึ้นมาแล้วแต่ยังไม่มีประโยชน์ใช้งานเชิงพาณิชย์ใดๆ ซึ่งปัจจุบันเรากำลังอยู่ในระดับนี้
งานวิจัยระบุว่า ระบบในปัจจุบันยังคงทำงานอยู่ในยุคที่เรียกว่า NISQ หรือ ควอนตัมขนาดกลางที่มีสัญญาณรบกวน ซึ่งมีคิวบิตเชิงตรรกะประมาณ 100 คิวบิต และมีความลึกของวงจรอยู่ในระดับหลักร้อยเท่านั้น ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่จำเป็นในการเจาะระบบรหัสลับแบบเส้นโค้งวงรี (ECC) ของ Bitcoin อย่างมาก โดยการจะทำเช่นนั้นได้ จำเป็นต้องใช้คิวบิตเชิงตรรกะอย่างน้อย 2,330 คิวบิต และต้องใช้ควอนตัมเกตจำนวนตั้งแต่หลักสิบล้านไปจนถึงหลักพันล้านชุด
Stage 1 : เริ่มประยุกต์
คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะได้รับการพัฒนาให้สามารถใช้ในเชิงพาณิชย์ได้แล้วในขั้นตอนนี้ แต่จะถูกใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่นอุตสาหกรรมเคมี และวัสดุศาสตร์
Stage 2 : เจาะช่องโหว่
เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะเริ่มส่งสัญญาณกลายเป็นภัยคุกคามเพราะมันจะสามารถหาทางเจาะจุดอ่อนการเข้ารหัสในระบบนิเวศคริปโตบางตัวได้
ทีมวิจัยคาดการณ์ว่า ก่อนที่จะมีคอมพิวเตอร์ควอนตัมระดับบอสใหญ่ออกมา มันจะมีคอมพิวเตอร์ควอนตัมรุ่นที่อ่อนกว่าเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งเครื่องรุ่นนี้แหละจะไล่แฮกพวกระบบที่อ่อนแอกว่า ที่ใช้รหัสสั้นๆ หรือระบบที่มีช่องโหว่ ดังนั้น การโจมตีด้วยควอนตัมจะเริ่มจากระบบที่เปราะบางที่สุดก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาจนไปถึงระบบที่แข็งแกร่งอย่าง Bitcoin ในภายหลัง

Stage 3 : ภัยคุกคาม
ถัดมาในระดับที่ 3 ควอนตัมจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อ Bitcoin ได้แล้วในเชิงทฤษฎี เพราะมีความสามารถเพียงพอที่จะเจาะ ECC ซึ่งเป็นอัลกอรึทึมที่คอยปกป้อง Private Key แต่ที่บอกว่ายังแค่ในเชิง “ทฤษฎี” ก็เพราะมันจะยังต้องใช้เวลาในการเจาะมหาศาล
หากว่ากันตามตรงแล้ว Bitcoin ที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อนปี 2011 จะเริ่มถูกเจาะได้ในขั้นตอนนี้ เพราะเลขกระเป๋าที่อยู่แบบ P2PK จะเริ่มเอาไม่อยู่ ส่วนเลขกระเป๋าแบบใหม่อย่างจะยังไม่เป็นไร ซึ่งผู้ใช้สามารถทำการโอนย้ายกระเป๋าเพื่อป้องกันควอนตัมได้แล้ว
Stage 4 : พ่ายแพ้สมบูรณ์
ในระดับสุดท้าย คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะสามารถเจาะ private key ได้รวดเร็วกว่าเวลาบล็อก 10 นาที โดยถ้าหากผู้ใช้ยังคงเพิกเฉยไม่ยอมอัปเกรดระบบ Protocol ในตอนที่เทคโนโลยีควอนตัมยังไม่ก้าวเข้าสู่ Stage 4 จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อบิตคอยน์ในฐานะระบบการเงินที่ใช้งานได้จริง ซึ่งถือเป็น ภัยคุกคามที่อาจทำให้บิตคอยน์ล่มสลาย ได้เลย
ดังนั้น เพื่อให้บิตคอยน์ยังคงทำหน้าที่เป็นเงินต่อไปได้ ระบบจะต้องรองรับ ที่อยู่กระเป๋าเงินที่ปลอดภัยจากควอนตัม 100% ให้สำเร็จ ก่อนที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะพัฒนาไปถึงระดับ Stage 4 ซึ่งเป็นเรื่องโชคดีมากที่ในตอนนี้เริ่มมีข้อเสนอให้เริ่มเตรียมรับมือกันแล้ว
อนาคตของ Bitcoin
จริงอยู่ที่ว่าหากไม่ทำอะไรเลย Bitcoin จะล่มสลายแน่ๆ แต่ทางทีมวิจัยเชื่อมั่นว่ามนุษย์จะหาทางรับมือได้ทันโดยแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือแบบดีและแบบกลางๆ
ในกรณีที่ดีที่สุดสำหรับ Bitcoin คือ อนาคตที่ควอนตัมจะถูกชะลอการพัฒนาไม่ว่าจะด้วยอุปสรรคใดก็ตามซึ่งในช่วงเวลาที่หยุดพักนั้น Bitcoin จะสามารถเตรียมตัวเพื่อรับมือภัยคุกคามนี้ได้ทัน
ส่วนกรณีทั่วไปที่ทุกคนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ คือควอนตัมจะเข้าสู่ Stage 3 ภายใน 10-20 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งทีมวิจัย Bitcoin น่าจะมีเวลาเพียงพอในการหาวิธีป้องกันได้ทัน เช่นกัน
สุดท้ายนี้ รายงานยืนยันว่าควอนตัมจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นปุบปับ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ใช่ภัยคุกคามในระยะยาว ถ้า Bitcoin อยากจะรอดก็ต้องวิวัฒนาการและปรับตัวให้ทันกับควอนตัม
ที่มา : Beincrypto
มุมมองผู้เขียน : ผู้เขียนมีมุมมองที่เชื่อมั่นในความสามารถของชุมชน Bitcoin ว่าสุดท้ายแล้วระบบจะสามารถปรับตัวและหาทางรอดพ้นจากภัยคุกคามทางเทคโนโลยีนี้ได้สำเร็จ เหมือนที่เคยผ่านพ้นวิกฤตอื่นๆ ในอดีตมาได้
