bitkub-banner

น้ำมันทะลุ $96 ฉุดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก มูลค่าหาย $1 ล้านล้านในวันเดียว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • มูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ หายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในวันเดียว หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ $96 ต่อบาร์เรล
  • เหตุการณ์นี้ต่อเนื่องจากที่ราคาน้ำมันพุ่งจาก $92 ขึ้นมา $94 และทะลุ $96 ภายในเวลาไม่กี่วัน สะท้อนแรงกดดันด้านอุปทานและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
  • นักลงทุนต้องจับตาว่าแรงขายจากตลาดหุ้นจะลามเข้าตลาดคริปโตหรือไม่ เนื่องจาก Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นมักเคลื่อนไหวสอดคล้องกันในช่วงที่ตลาดปิดรับความเสี่ยง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญมูลค่าไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในวันเดียวถือเป็นสัญญาณ risk-off ที่ชัดเจน นักลงทุนมักเทขายสินทรัพย์เสี่ยงพร้อมกันทั้งหุ้นและคริปโตในช่วงเวลาเช่นนี้ ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้นในระยะสั้น

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขายรุนแรงในวันที่ 13 มี.ค. 2569 โดยมูลค่าตลาดรวมระเหยหายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียว หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ $96 ต่อบาร์เรล ตามรายงานจาก Bull Theory และ เจ้ามือ Insider บน X สถานการณ์ดังกล่าวจุดชนวนความกังวลในวงกว้างว่าแรงกดดันด้านพลังงานและเงินเฟ้อกำลังบีบสภาพคล่องในตลาดการเงินโลก และอาจลามไปยังสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตในเวลาอันใกล้

กราฟแสดงการร่วงลงอย่างหนักของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ (NASDAQ, S&P 500, DOW) พร้อมกับราคาน้ำมัน WTI ที่พุ่งสูงขึ้นทะลุ 96 ดอลลาร์
กราฟแสดงการร่วงลงอย่างหนักของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ (NASDAQ, S&P 500, DOW) พร้อมกับราคาน้ำมัน WTI ที่พุ่งสูงขึ้นทะลุ 96 ดอลลาร์ (ภาพจาก: @BullTheory)

น้ำมันพุ่งรัวในไม่กี่วัน ฉุดตลาดหุ้นดิ่งหนัก

การพุ่งของราคาน้ำมันรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $92 ต่อบาร์เรล และขึ้นกว่า $10 ในเวลาเพียง 9 ชั่วโมง ก่อนจะไต่ระดับต่อเนื่องมาถึง $94 และทำให้ ดัชนีฟิวเจอร์ของ Dow Jones ดิ่งกว่า 500 จุด และล่าสุดราคาน้ำมันได้ทะลุ $96 แล้ว ซึ่งเป็นระดับที่กระตุ้นให้เกิดการเทขายรุนแรงในตลาดหุ้น

ปัจจัยที่ซ้ำเติมสถานการณ์คือการที่ จีนระงับการส่งออกเชื้อเพลิงกลั่นทั้งหมด เพื่อดูแลอุปทานในประเทศ ซึ่งส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยิ่งตึงตัวมากขึ้น ความกังวลด้านอุปทานที่รุมเร้าจากหลายทิศทางนี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

ในช่วงที่ตลาดหุ้นปิดรับความเสี่ยง (risk-off) Bitcoin และสินทรัพย์คริปโตอื่นๆ มักถูกเทขายพร้อมกันเนื่องจากนักลงทุนสถาบันมองว่าเป็นสินทรัพย์กลุ่มเดียวกัน อย่างไรก็ตาม Siam Blockchain ได้รายงานไว้ก่อนหน้าว่า Bitcoin ยังคงยืนเหนือ $70,000 อยู่ แต่โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมนั้นลดลงต่ำกว่า 1% แล้ว

แรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะยิ่งทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อไม่ลดลงตามที่ตลาดคาดหวัง ส่งผลให้ Fed มีข้อจำกัดมากขึ้นในการลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท น่าสังเกตว่าในขณะที่มีแรงกดดันมาก็มีสัญญาณบวกบางอย่างเช่นกัน เช่น รองประธาน Fed ประกาศแผนผ่อนคลายข้อกำหนดเงินทุนของธนาคาร และ ประธานาธิบดี Trump กดดัน Powell ให้ลดดอกเบี้ยทันที แต่ในภาวะที่น้ำมันพุ่งแรงเช่นนี้ สัญญาณบวกเหล่านั้นอาจถูกกลบทับได้ง่าย

สัญญาณเตือนที่รุมเร้าพร้อมกัน

ภาพรวมตลาดการเงินขณะนี้เต็มไปด้วยสัญญาณเตือนหลายด้านพร้อมกัน นอกจากวิกฤตพลังงานแล้ว ยังมีรายงานว่า กองทุนสินเชื่อเอกชนมูลค่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ จำกัดการไถ่ถอนของนักลงทุนไว้ที่ 7% เนื่องจากรับคำขอไถ่ถอนเกินกำลัง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเครียดในตลาดสินเชื่อที่อาจลุกลามกว้างขึ้น

เมื่อมองภาพรวม ความเสี่ยงที่สะสมมาพร้อมกันทั้งราคาพลังงาน ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดสินเชื่อที่เริ่มส่งสัญญาณกดดัน และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน ทำให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมค่อนข้างระมัดระวัง นักลงทุนคริปโตจึงควรติดตามความเคลื่อนไหวของน้ำมันและตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดในช่วงนี้


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์รอบนี้น่าเป็นห่วงกว่าการดิ่งของตลาดหุ้นครั้งปกติ เพราะแรงกดดันมาจากราคาพลังงานที่พุ่งต่อเนื่องหลายวัน ไม่ใช่แค่ความผันผวนชั่วคราว ถ้าน้ำมันยังไม่ยอมลงและ Fed ยังไม่มีท่าทีผ่อนคลาย ก็ยากที่จะเห็น Bitcoin หรือ altcoin ฟื้นตัวได้ดีในระยะสั้น สิ่งที่ต้องจับตาคือราคาน้ำมันจะยืนเหนือ $96 ต่อไปได้นานแค่ไหน และตัวเลขเงินเฟ้อรอบหน้าจะออกมาอย่างไร ถ้าสองปัจจัยนี้ยังแย่อยู่ คริปโตก็ยังอยู่ในโซนเสี่ยงต่อไป

ภาพจาก AI