bitkub-banner

เผาก็ไม่ช่วย! อดีต CTO Ripple ยืนยันการเบิร์นเหรียญ XRP ทิ้งไม่ได้ช่วยให้ราคาพุ่ง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ผู้ใช้งานคริปโตบนแพลตฟอร์ม X ได้เรียกร้องให้ Ripple ทำการเผาเหรียญ XRP ที่ถูกล็อกอยู่ใน Escrow ทิ้งเพื่อช่วยดันราคาแทนที่จะเอาเงินไปรับซื้อหุ้นคืนจากนักลงทุน
  • เหรียญที่ถูกล็อกอยู่ในระบบมีปริมาณสูงถึงหนึ่งในสามของอุปทานทั้งหมดซึ่งหากถูกทำลายทิ้งจะเป็นการเผาเหรียญครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์คริปโต
  • ผู้บริหารของ Ripple ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เหรียญ XLM เคยถูกเผาทิ้งไปกว่าครึ่งหนึ่งของระบบแต่กลับไม่ได้ช่วยให้ราคาในระยะยาวเติบโตขึ้นแต่อย่างใดเพื่อเป็นการเตือนสติว่าการเผาเหรียญไม่ใช่ยาวิเศษที่จะช่วยรับประกันการขึ้นของราคา

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

การออกมาให้ความเห็นของ CTO กิตติมศักดิ์ในครั้งนี้เป็นการอธิบายด้วยหลักการและเหตุผลในอดีตเพื่อดับฝันนักลงทุนที่เชื่อว่าการเผาเหรียญอุปทานล็อตใหญ่จะทำให้ราคาวิ่งไปดวงจันทร์ ข่าวนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบให้เกิดแรงเทขายหรือแรงซื้อในระยะสั้นแต่อย่างใด แต่เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจกับตลาดว่าปัจจัยที่จะทำให้ราคาเติบโตอย่างยั่งยืนนั้นมาจากกลไกการใช้งานจริงมากกว่าการลดปริมาณอุปทานแบบเทียม

David Schwartz ผู้ดำรงตำแหน่ง CTO กิตติมศักดิ์ของ Ripple ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นบนแพลตฟอร์ม X เพื่อตอบข้อสงสัยที่ว่าการเผาเหรียญ XRP ล็อตใหญ่จะช่วยผลักดันราคาให้สูงขึ้นได้จริงหรือไม่

ประเด็นนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม X ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แผนการรับซื้อหุ้นคืนของ Ripple โดยเรียกร้องให้บริษัททำอะไรสักอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือครองเหรียญ XRP บ้าง ซึ่งปัจจุบัน Ripple กำลังดำเนินการรับซื้อหุ้นคืนจากนักลงทุนและพนักงานด้วยวงเงินสูงถึงเจ็ดร้อยห้าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มูลค่าประเมินของบริษัทพุ่งขึ้นไปแตะระดับห้าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผู้ใช้งานรายดังกล่าวได้เสนอให้ Ripple ทำการเผาเหรียญ XRP ที่ถูกล็อกไว้ใน Escrow โดยเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเหรียญจนทะลุราคาปัจจุบันที่ 1.38 ดอลลาร์สหรัฐไปได้ หากอ้างอิงข้อมูลจาก xrpscan จะพบว่าปัจจุบันมีเหรียญ XRP ถูกล็อกอยู่ใน Escrow มากกว่าสามหมื่นสามพันหกร้อยล้านเหรียญ

ทั้งนี้ XRP มีอุปทานสูงสุดจำกัดอยู่ที่หนึ่งแสนล้านเหรียญซึ่งถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมดตั้งแต่ตอนเปิดตัวในปี 2012 โดยไม่มีการขุดเพิ่ม เหรียญใน Escrow จำนวนสามหมื่นสามพันหกร้อยล้านเหรียญจึงคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของอุปทานทั้งหมด การเผาเหรียญใน Escrow จึงเทียบเท่ากับการทำลายอุปทานของ XRP ไปถึงหนึ่งในสามซึ่งถือเป็นปริมาณที่มหาศาลมาก แต่ถึงแม้ปริมาณจะมหาศาลขนาดไหน ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับราคาอาจจะน้อยนิดจนแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง

Schwartz ได้หยิบยกกรณีของเหรียญ XLM มาเป็นกรณีศึกษาเพื่ออธิบายให้ผู้ใช้งานรายนี้เข้าใจ ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 มูลนิธิ Stellar Development Foundation ได้ทำการเผาเหรียญ XLM ทิ้งไปถึงห้าหมื่นห้าพันล้านเหรียญ หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของอุปทานทั้งหมด โดยลดจำนวนเหรียญจากหนึ่งแสนล้านเหรียญลงมาเหลือเพียงห้าหมื่นล้านเหรียญ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่กว่าการเผาเหรียญ XRP ใน Escrow เสียอีก

เหตุผลที่อดีตผู้บริหาร Ripple นำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบก็เพราะราคาของ XRP และ XLM มักจะเคลื่อนไหวสอดคล้องกันมาโดยตลอด การนำผลกระทบจากการเผาเหรียญ XLM ล็อตใหญ่มาวิเคราะห์จึงเป็นวิธีที่ดีในการประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นหาก XRP มีการเผาเหรียญในลักษณะเดียวกัน

ผลปรากฏว่าการเผาอุปทานทิ้งไปถึงครึ่งหนึ่งไม่ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อราคา XLM อย่างที่หลายคนคาดหวัง และราคาก็ยังคงเคลื่อนไหวล้อไปกับ XRP มาตลอดหลายปี Schwartz ได้ตั้งคำถามทดสอบผู้ติดตามบนแพลตฟอร์ม X โดยการโพสต์กราฟราคาคู่กันแล้วให้ทายว่าจุดไหนคือกราฟช่วงที่ XLM เผาเหรียญไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้งานส่วนใหญ่แทบจะหาจุดดังกล่าวไม่เจอเลย

เมื่อมีผู้ใช้งานคนหนึ่งทายว่าเป็นช่วงเดือนมีนาคมปี 2019 Schwartz ก็เข้ามาตอบว่ายังห่างไกลจากความเป็นจริงมาก เพราะการเผาเหรียญครั้งประวัติศาสตร์นั้นเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ข้อมูลในอดีตระบุว่าราคา XLM ดีดตัวขึ้นมาเพียงสิบสี่เปอร์เซ็นต์ในช่วงสั้นๆ หลังจากการเผาเหรียญ และปัจจุบันราคา XLM ก็ลงมาอยู่ที่ 0.16 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งร่วงลงมากว่าแปดสิบสองเปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ทำไว้ในเดือนมกราคมปี 2018


ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณ David Schwartz อย่างมากครับ การลดปริมาณเหรียญลงไม่ได้ทำให้เหรียญมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเสมอไป หากโปรเจกต์นั้นไม่มี Use Case หรือความต้องการใช้งานจริงมารองรับ กรณีของ XLM เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าต่อให้เผาเหรียญทิ้งไปครึ่งโลก แต่ถ้าตลาดยังไม่ให้คุณค่า ราคามันก็ไม่ไปไหนอยู่ดี สำหรับ XRP นั้น การที่บริษัทยอมควักเงินกว่าเจ็ดร้อยห้าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรับซื้อหุ้นคืน ถือเป็นการส่งสัญญาณความแข็งแกร่งทางการเงินของ Ripple ได้ดีกว่าการเอาเหรียญมาเผาทิ้งเล่นๆ เพื่อปั่นราคาชั่วคราวเสียอีก นักลงทุนสายถือยาวควรโฟกัสไปที่พัฒนาการของเครือข่ายและการยอมรับจากสถาบันการเงินมากกว่าจะมานั่งหวังลมๆ แล้งๆ กับการเผาเหรียญครับ