สรุปข่าว
- ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $99 ต่อบาร์เรล ปรับตัวขึ้นเกือบ 10% ภายในสัปดาห์เดียว ท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น
- นักวิเคราะห์ชี้สหรัฐฯ กำลังเสียการควบคุมตลาดน้ำมัน หลังซาอุดีอาระเบียตัดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น
- แม้ข่าวจะดูเป็นลบต่อตลาดโดยรวม แต่ Bitcoin ยังปรับตัวขึ้น 1.39% อยู่ที่ $70,992 ขณะที่ Ethereum ขึ้น 2.22% สวนทางกับความกังวลเงินเฟ้อ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
น้ำมันพุ่งแรงขนาดนี้หมายถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยิ่งไม่กล้าลดดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยสูงนาน สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตมักถูกเทขายในระยะกลาง แม้ตลาดจะยังดูแข็งแกร่งในระยะสั้นก็ตาม
ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ $99 ต่อบาร์เรลในช่วงดึกของวันที่ 14 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ปรับตัวขึ้นเกือบ 10% ในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ซึ่งระบุว่าสหรัฐฯ กำลัง “เสียการควบคุมตลาดน้ำมัน” อีกครั้ง การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ที่น้ำมันได้ทะลุ $94 แล้วดีดขึ้นผ่าน $96 ก่อนมาแตะจุดใหม่เกือบ $99 ในคืนนี้ ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่นในตะวันออกกลาง

สาเหตุที่น้ำมันพุ่งไม่หยุด
ราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นต่อเนื่องสัปดาห์นี้มีปัจจัยหนุนหลายอย่างประกอบกัน ที่สำคัญที่สุดคือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก ประกอบกับซาอุดีอาระเบียที่ตัดกำลังการผลิตลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงฉับพลัน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ซาอุดีอาระเบียตัดการผลิตน้ำมัน 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ภูมิภาคตะวันออกกลางสูญเสียรายได้วันละ $1.2 พันล้าน
นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังไม่คลี่คลาย หลังทรัมป์ส่งสัญญาณแทรกแซงทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ตลาดน้ำมันผันผวน ราคาที่กำลังจะแตะ $100 ต่อบาร์เรลนี้ถือเป็นระดับจิตวิทยาสำคัญที่หากทะลุผ่านได้ อาจเร่งให้แรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาเพิ่มขึ้นอีก และกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้หนักกว่าเดิม โดยก่อนหน้านี้มีรายงานแล้วว่ามูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อน้ำมันพุ่งผ่าน $96
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
น่าแปลกใจที่ท่ามกลางข่าวน้ำมันพุ่งแรงซึ่งโดยทฤษฎีแล้วควรเป็นลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง แต่ Bitcoin กลับยืนอยู่ที่ $70,992 ปรับขึ้น 1.39% ในรอบ 24 ชั่วโมง ขณะที่ Ethereum ก็ปรับขึ้น 2.22% อยู่ที่ $2,097.65 สวนทางกับความคาดหวังของตลาด ซึ่งอาจสะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนมองว่าคริปโตเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงในภาวะวิกฤตได้ สอดคล้องกับที่ JP Morgan เคยชี้ว่าวิกฤตโลกอาจทำให้ Bitcoin โดดเด่นในฐานะทองคำดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ในระยะกลาง น้ำมันที่ราคาสูงคือแรงกดดันเงินเฟ้อโดยตรง และเมื่อเงินเฟ้อพุ่งขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ยิ่งมีเหตุผลน้อยลงในการลดดอกเบี้ย ซึ่งหมายความว่าสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูงจะยังคงอยู่นานขึ้น ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าข้อมูลเศรษฐกิจหลายตัวของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า Fed ไม่รีบลดดอกเบี้ย และนักเดิมพันบน Kalshi ก็ให้โอกาสสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยปีนี้สูงถึง 36% ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงพร้อมกับน้ำมันแพง อาจเป็นสถานการณ์ที่ยากสำหรับคริปโตในระยะต่อไป
สัญญาณที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ระดับ $100 ต่อบาร์เรลคือจุดที่ตลาดทั่วโลกจะเริ่มตื่นตระหนกอย่างจริงจัง เพราะในอดีตทุกครั้งที่น้ำมันแตะสามหลัก มักตามมาด้วยการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงขนานใหญ่ หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลายและน้ำมันยังพุ่งต่อ ก็อาจเห็นแรงขายทำกำไรในตลาดคริปโตตามมาได้ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Bitcoin เคยฟื้นตัวแตะ $72,000 หลังทรัมป์ประกาศชัยชนะเหนืออิหร่าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพัฒนาการในภูมิรัฐศาสตร์มีผลโดยตรงต่อราคาคริปโตอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์น้ำมันรอบนี้น่าเป็นห่วงกว่าที่ตลาดคริปโตกำลังสะท้อนอยู่ในตอนนี้ การที่ Bitcoin ยังขึ้นอยู่ท่ามกลางข่าวน้ำมันแพงอาจเป็นเพราะนักลงทุนมองว่ามันคือการป้องกันความเสี่ยง แต่ถ้าน้ำมันทะลุ $100 จริงและ Fed ส่งสัญญาณชัดว่าจะไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ ก็อาจเห็นแรงขายหนักกลับมา สิ่งที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้าคือถ้อยแถลงของ Fed และตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ถ้าออกมาสูงกว่าคาดอีก ตลาดคริปโตอาจเจ็บหนักกว่าที่คิด
ภาพจาก AI

