bitkub-banner

คริปโตช่วยผู้ลี้ภัยได้จริง แต่นักพัฒนาไม่แห่ทำเพราะไร้กำไร

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • บทความวิเคราะห์ชี้ว่าคริปโตมีศักยภาพช่วยผู้ลี้ภัยเข้าถึงบริการทางการเงินได้จริง แต่นักพัฒนาเอกชนส่วนใหญ่ไม่สร้างผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มนี้เพราะขาดแรงจูงใจด้านผลกำไร
  • ในความเป็นจริง UNHCR และ WFP ได้ลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มบล็อกเชนช่วยผู้ลี้ภัยจริงแล้ว โดย WFP ป้องกันการให้ความช่วยเหลือทับซ้อนได้กว่า 287 ล้านดอลลาร์ผ่านระบบ Building Blocks
  • ความท้าทายที่แท้จริงคือรูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนสำหรับนักพัฒนาเอกชน พร้อมอุปสรรคด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต กฎระเบียบ และความรู้ดิจิทัลของผู้ลี้ภัยเอง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงนโยบายและสังคม ไม่ได้ส่งผลต่อราคาคริปโตโดยตรง อย่างไรก็ตาม หากมีองค์กรด้านมนุษยธรรมระดับโลกนำบล็อกเชนและ stablecoin มาใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น อาจสร้างการรับรู้เชิงบวกต่อการใช้งานคริปโตในระยะยาว

ตามรายงานจาก Cointelegraph บทความความคิดเห็นชิ้นหนึ่งที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการคริปโตตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดอุตสาหกรรมที่มักอ้างว่าสร้างขึ้นเพื่อ “ผู้ที่ถูกระบบทิ้ง” จึงแทบไม่สร้างผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ลี้ภัยซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการมากที่สุด คำตอบที่ฟังดูขมขื่นคือ ผู้ลี้ภัยไม่ใช่ผู้ใช้ที่ทำกำไรได้ในสายตาของนักพัฒนาเอกชน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในโลกจริงซับซ้อนกว่านั้น เพราะองค์กรด้านมนุษยธรรมระดับโลกได้เดินหน้าใช้บล็อกเชนช่วยผู้ลี้ภัยอย่างจริงจังมาสักพักแล้ว

องค์กรใหญ่ลงมือทำแล้ว แต่ภาคเอกชนยังหายไป

ความจริงที่บทความวิเคราะห์นี้อาจมองข้ามไปคือ องค์กรด้านมนุษยธรรมขนาดใหญ่อย่าง โครงการอาหารโลก (WFP) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มบล็อกเชนเพื่อช่วยผู้ลี้ภัยอย่างจริงจังมานานหลายปีแล้ว WFP พัฒนาแพลตฟอร์มชื่อ “Building Blocks” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านมนุษยธรรมที่ใช้บล็อกเชนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ระบบนี้ช่วยป้องกันการให้ความช่วยเหลือทับซ้อนไปแล้วกว่า 287 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมยูเครน ซีเรีย และปาเลสไตน์ มีองค์กรกว่า 159 แห่งที่ใช้งานแพลตฟอร์มนี้อยู่

ด้าน UNHCR เองก็มีโครงการนำร่องในยูเครนที่จ่ายเงินสดโดยตรงในรูปแบบ USDc (stablecoin) ให้กับผู้พลัดถิ่น ผู้รับสามารถดาวน์โหลดแอป Vibrant แล้วแปลง stablecoin เป็นสกุลเงินท้องถิ่นผ่านความร่วมมือกับ MoneyGram เพื่อจ่ายค่าอาหารหรือค่าเช่าได้ทันที โครงการนี้ยังคว้ารางวัล Best Impact Project ในงาน Paris Blockchain Week 2023 อีกด้วย นอกจากนี้ UNICEF ยังเป็นองค์กรของสหประชาชาติแห่งแรกที่ถือครองและทำธุรกรรมในสกุลเงินดิจิทัลโดยตรงตั้งแต่ปี 2562

ปัญหาที่แท้จริงคือรูปแบบธุรกิจ ไม่ใช่เทคโนโลยี

แม้โครงการมนุษยธรรมเหล่านี้จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่บทความวิเคราะห์ตั้งขึ้นก็มีความจริงอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในส่วนของนักพัฒนาเอกชนและสตาร์ทอัพที่ขาดแรงจูงใจทางธุรกิจในการสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะ ต่างจากผลิตภัณฑ์ DeFi หรือการเทรดที่มีฐานผู้ใช้ที่มีกำลังซื้อชัดเจน การสร้างแอปสำหรับผู้ลี้ภัยต้องอาศัยการสนับสนุนจากองค์กรการกุศลหรือกองทุนเพื่อสังคม ซึ่งไม่ใช่โมเดลที่สตาร์ทอัพคริปโตทั่วไปสนใจ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอุปสรรคสำคัญอีกหลายชั้น ไม่ว่าจะเป็นการขาดโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้ในค่ายผู้ลี้ภัย ความรู้ดิจิทัลของผู้ใช้ กฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ รวมถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ผู้ลี้ภัยอาจตกเป็นเหยื่อได้ง่ายเนื่องจากขาดความรู้และทรัพยากร ธนาคารโลกประมาณการว่ามีประชากรกว่า 1,400 ล้านคนทั่วโลกที่ไม่มีบัญชีธนาคาร โดยกลุ่มเปราะบางที่สุดรวมถึงผู้หญิง ผู้ว่างงาน และกลุ่มชนกลุ่มน้อย ซึ่งผู้ลี้ภัยมักอยู่ในหลายหมวดหมู่นี้พร้อมกัน

Stablecoin คือกุญแจสำคัญ ไม่ใช่คริปโตที่ผันผวน

หนึ่งในข้อสังเกตที่น่าสนใจจากโครงการที่ได้ผลจริงในภาคสนามคือ ไม่มีโครงการไหนที่ใช้ Bitcoin หรือ Ethereum เป็นช่องทางหลัก แต่ทุกโครงการเลือกใช้ stablecoin ที่มีมูลค่าคงที่อย่าง USDc เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของราคา สิ่งนี้สะท้อนว่า use case ที่มีประโยชน์จริงสำหรับผู้ลี้ภัยไม่ใช่การเก็งกำไร แต่คือการโอนเงินข้ามพรมแดนได้รวดเร็ว โปร่งใส และมีต้นทุนต่ำ รัฐบาลยูเครนเองก็ระดมทุนผ่านการบริจาคคริปโตได้กว่า 54 ล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่วันหลังสงครามเริ่มต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคริปโตทำงานได้ดีในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ว่าในสภาวะปกติอาจยังมีข้อจำกัดอยู่มาก


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าประเด็นนี้น่าคิดมากกว่าที่เห็นในหน้าแรก เพราะมันชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่าง “คริปโตในฝัน” ที่เราชอบพูดถึงกับ “คริปโตในโลกจริง” ที่ยังติดขัดเรื่องโมเดลธุรกิจ น่ายินดีที่มีองค์กรอย่าง WFP และ UNHCR ที่ลงมือทำจริงโดยไม่รอกำไร แต่ก็น่าตั้งคำถามว่าทำไมวงการที่มีเงินมหาศาลและนักพัฒนาเก่งๆ มากมาย ถึงปล่อยให้งานนี้ตกเป็นภาระขององค์กรไม่แสวงหากำไรเพียงฝ่ายเดียว สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือโมเดลอย่าง Quipu ในโคลอมเบียที่ใช้ DeFi ปล่อยกู้ให้ธุรกิจเล็กๆ โดยไม่ต้องมีหลักประกัน จะขยายผลได้แค่ไหนในพื้นที่ที่ยากกว่านี้

ภาพจาก AI