bitkub-banner

Strategy ถือ Bitcoin 762,099 BTC แล้ว ถ้าราคาร่วงถึงจุดล้างพอร์ต จะเกิดอะไรกับตลาดทั้งระบบ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

แม้ Strategy ยังเดินหน้าซื้อเพิ่ม แต่หนี้เกือบ 8 ร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

762,099 BTC หรือประมาณ 3.6% ของ Bitcoin ทั้งระบบ อยู่ในมือบริษัทเดียว โดย CoinDesk ระบุว่า Strategy ยังคงซื้อเพิ่มแม้ราคาต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ย ซึ่งทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่ “จะซื้ออีกไหม” แต่เป็น “ถ้าวันหนึ่งต้องขาย จะกระทบตลาดแค่ไหน?”

ความเสี่ยงที่ Strategy จะโดนล้างพอร์ต​ Bitcoin

ตามข้อมูลจาก CoinGecko และ CoinDesk ปัจจุบัน Strategy ถือ 762,099 BTC ด้วยต้นทุนเฉลี่ย $75,694 ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ $68,033 ส่งผลให้ขาดทุนราว 5 พันล้านดอลลาร์ พร้อมภาระหนี้ที่มาจากหุ้นกู้แปรสภาพ 8.2 พันล้านดอลลาร์และหุ้นบุริมสิทธิมากกว่า 7.5 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงภาระจ่ายเงินประมาณ 779 ล้านดอลลาร์ต่อปี เทียบกับรายได้ธุรกิจซอฟต์แวร์ที่อยู่เพียงราว 477 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ด้าน Yahoo Finance ระบุว่า Michael Saylor ยังเชื่อว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกล้างพอร์ตในช่วงนี้ ขณะที่ VanEck มองว่าโครงสร้างนี้จำเป็นต้องพึ่งการออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อความอยู่รอด ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาหุ้น MSTR และสุดท้ายก็ผูกกับราคา BTC หาก BTC ปรับตัวลงเป็นเวลานาน จะกดดันราคาหุ้น ทำให้การระดมทุนยากขึ้น และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในระบบจนเกิดวงจรลบที่ส่งผลต่อเนื่องกัน

Strategy บังคับขาย Bitcoin: ผลกระทบตลาด

สื่อ Bitcoin Ethereum News ระบุว่า หากเกิดสถานการณ์เลวร้าย เช่น Bitcoin ต่ำกว่า $50K เป็นเวลานาน Strategy อาจเผชิญปัญหาและต้องขาย Bitcoin

การขาย Bitcoin จำนวนมากถึง 762,000 BTC (มูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์) ในตลาดที่มี Volume ซื้อขายเฉลี่ย 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์/วัน จะไม่สามารถขายได้ทันที ต้องทยอยขาย ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาต่อเนื่อง ประกอบกับแรง Panic จากตลาด (ทั้งนักลงทุนรายย่อย, สถาบัน, กองทุน ETF) และข้อจำกัดด้านสภาพคล่องจาก BTC ที่ถูกล็อกไว้ในระบบต่าง ๆ ทำให้มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้ราคา Bitcoin ร่วงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง

จะเกิดเหตุการณ์เหมือนกับ Luna หรือไม่?

ในเชิงโครงสร้าง ทั้งกรณีของ Strategy และ Luna มีจุดร่วมสำคัญคือการใช้ Leverage บนสินทรัพย์หลักเพียงตัวเดียว หากราคาปรับตัวลง อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายเพิ่มเติม ซึ่งยิ่งกดดันราคาให้ลดลงต่อเนื่อง และมีโอกาสลุกลามเป็นวงจรขาลงที่รุนแรงได้

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างยังมีนัยสำคัญ โดย Strategy ไม่มีเงื่อนไข Margin call แบบ Luna จึงไม่ถูกบังคับขายสินทรัพย์ในทันที อีกทั้งโครงสร้างหนี้มีระยะเวลายาวถึงปี 2028-2032 ทำให้ยังมีเวลาในการบริหารจัดการสถานการณ์

นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเพิ่มทุนผ่านการออกหุ้นเพื่อลดแรงกดดัน แทนการขาย Bitcoin โดยตรง และในปัจจุบันตลาดยังมีโครงสร้างอย่าง ETF ที่ช่วยรองรับสภาพคล่องได้ดีกว่าช่วงปี 2022 อย่างมีนัยสำคัญ


ผู้เขียนมองว่าในตอนนี้ Strategy ยังไม่ใช่ “Luna ตัวถัดไป” เพราะโครงสร้างหนี้ไม่ได้บังคับให้ต้องขาย Bitcoin ทันที และยังมีเวลาอีกหลายปีก่อนหนี้จะครบกำหนด แต่ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ เนื่องจากบริษัทถือ Bitcoin จำนวนมากไว้ที่เดียว พร้อมภาระหนี้สูง และรายได้จากธุรกิจหลักยังไม่เพียงพอรองรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด

สิ่งที่ต้องจับตาคือ หากราคา BTC อยู่ต่ำกว่า $50,000 เป็นเวลานาน, การครบกำหนดหนี้ในช่วงปี 2028 และกรณีที่หุ้น MSTR ไม่สามารถระดมทุนเพิ่มได้ ซึ่งอาจทำให้บริษัทไม่มีทางเลือกและต้องเริ่มขาย Bitcoin ออกมา

สำหรับนักลงทุนไทย แม้การที่ Strategy ยังซื้อ Bitcoin ต่อเนื่องจะสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อตลาด แต่ก็ไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินทรัพย์ เพราะเมื่อ Bitcoin กว่า 3.6% ของทั้งหมดอยู่ในมือบริษัทเดียว หากเกิดปัญหาขึ้นมา ผลกระทบมีโอกาสลามไปทั้งตลาดได้ทันที

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: