สรุปข่าว
- ราคา Bitcoin ปรับตัวร่วงลงหลุดระดับ $67,000 ทำให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีมูลค่าหายไปแล้วเกือบ 23% โดยมีสัญญาณอันตรายจากทั้งข้อมูล On-chain และโครงสร้างกราฟที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่
- กลุ่มนักลงทุนระยะสั้นที่เพิ่งถือครองเหรียญได้ 1-3 เดือนเริ่มทยอยเทขายของออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งพฤติกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะ Capitulation หรือการยอมจำนนตัดขาดทุนมากกว่าจะเป็นแค่การปรับพอร์ตปกติ
- กราฟราคาบน Timeframe รายวันกำลังฟอร์มตัวในรูปแบบ Head and Shoulders อย่างชัดเจน หากราคาหลุด Support บริเวณ $64,888 อาจเป็นตัวจุดชนวนให้เกิด Liquidation กวาดล้างฝั่ง Long จนราคาดิ่งลงไปลึกถึงระดับ $60,000 ได้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
โครงสร้างตลาดตอนนี้มีความเสี่ยงสูงมากจากการที่นักลงทุนระยะสั้นยอมถอดใจเทขายเหรียญทิ้งแบบ Capitulation ประกอบกับมี Long position ที่ใช้ Leverage สูงไปกระจุกตัวอยู่ตรงแนวรับสำคัญจำนวนมหาศาล หากกราฟราคา Breakdown หลุด Neckline ลงมาจริงๆ แรงขายจะไม่ได้มาจากแค่คนตื่นตระหนก แต่จะมาจากการถูกบังคับ Liquidation แบบลูกโซ่ ซึ่งจะกดดันให้ราคาร่วงแรงและเร็วมากในระยะสั้น
ข้อมูล On-chain ที่คอยติดตามอายุการถือครองเหรียญอย่าง HODL waves ชี้ให้เห็นถึงแรงเทขายที่น่าตกใจจากกลุ่มคนที่เพิ่งซื้อเหรียญไปช่วง 1-3 เดือนที่ผ่านมา ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 มกราคม คนกลุ่มนี้ถือครอง Bitcoin รวมกันถึง 14.67% ของอุปทานทั้งหมด แต่พอมาถึงวันที่ 1 เมษายน สัดส่วนนี้กลับหดตัวลงเหลือแค่ 8.19% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดของปีนี้เลยทีเดียว สัญญาณการเทขายนี้แบ่งเป็นสองช่วงหลักๆ คือช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์และช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นักลงทุนกลุ่มนี้คือคนที่เข้ามาไล่ช้อนซื้อตอนที่ราคาย่อตัวใน Q1 เพราะหวังว่าเดี๋ยวราคาก็เด้งกลับ แต่พอตลาดซึมยาวและพวกเขาเลือกที่จะเทขายออกมาเรื่อยๆ ตลอดเกือบ 3 เดือน มันเลยเป็นสัญญาณที่บอกชัดเจนว่าความเชื่อมั่นระยะสั้นหายไปหมดแล้ว การยอมขายทิ้งแบบขาดทุนมักจะบ่งบอกถึงภาวะ Capitulation อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งพฤติกรรมหนีตายแบบนี้ก็ไปสอดคล้องกับภาพบนกราฟ Timeframe รายวันที่เริ่มฟอร์มตัวเป็น Head and Shoulders มาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เป็นการตอกย้ำความอ่อนแอของตลาดแบบทวีคูณ

ดง Long Position ที่กระจุกตัวอาจกลายเป็นระเบิดเวลา
แม้สัญญาณ Bearish จะชัดเจนทั้งจากข้อมูล On-chain และหน้ากราฟ แต่กลายเป็นว่านักเทรดใน Derivatives market กลับไม่ได้เตรียมตัวตั้งรับความเสี่ยงนี้เลย ข้อมูลจาก Binance ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาบนคู่เทรด Perpetual ชี้ว่ามีคนเปิด Long position ที่สุ่มเสี่ยงจะถูกล้างพอร์ตสูงถึง $1.44 พันล้าน ในขณะที่ฝั่ง Short มีมูลค่าแค่ $1.03 พันล้าน การที่ตลาดเทน้ำหนักไปฝั่ง Long มากกว่าถึง 40% สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังดื้อดึงที่จะรอลุ้นขาขึ้นทั้งที่ทรงกราฟเริ่มเสีย

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเมื่อไปดู Liquidation map จะพบว่าเม็ดเงินกว่า $1.13 พันล้านจากฝั่ง Long ไปกองรวมกันอยู่แถวๆ $64,533 นั่นหมายความว่า 80% ของคนที่เพิ่งเปิดออเดอร์ Long ในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะถูกบังคับปิด Position ทันทีถ้าราคาไหลลงมาถึงโซนนี้ แค่ราคาย่อลงมาแตะเบาๆ ก็อาจทำให้เกิดการ Liquidation แบบโดมิโน เปลี่ยนจากการย่อตัวธรรมดาให้กลายเป็นการทิ้งดิ่งที่ควบคุมไม่ได้

แนวรับชี้ชะตาและระดับราคาที่ต้องระวัง
เมื่อกางเครื่องมือ Fibonacci บนกราฟรายวันเพื่อวิเคราะห์ร่วมกับรูปแบบ Head and Shoulders ตอนนี้ราคา Bitcoin แกว่งตัวอยู่แถว $66,425 หลังจากที่หลุดระดับ 0.236 ตรง $67,510 ลงมาแล้ว หากวัดเป้าหมายการลงตามกรอบ (Measured move) ราคาจะมีโอกาสร่วงลงไปประมาณ 14.16% ซึ่งจะไปจบแถวๆ $60,024

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ด่านสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายคือระดับ $64,888 ซึ่งอยู่เหนือ Neckline นิดหน่อย ถ้าราคาหลุดตรงนี้ลงไป มันจะพุ่งทะลุเข้าสู่ดง Liquidation ก้อนมหึมาที่ $64,533 ทันที การทับซ้อนกันตรงนี้จะทำให้การ Breakdown ธรรมดากลายเป็นการพังทลายเพราะโดนบังคับขาย และเป้าหมายระดับ $60,000 ก็จะไม่ใช่เรื่องเกินจริงอีกต่อไป ในทางกลับกัน ถ้าฝั่งกระทิงอยากรอดจากวิกฤตนี้ ราคาต้องทำ Daily close ปิดเหนือ $69,132 ให้ได้เพื่อล้างทรงไหล่ขวาทิ้งไป และความมั่นใจจะกลับมาเต็มร้อยก็ต่อเมื่อราคาทะลุ $75,997 จนทำให้โครงสร้าง Head and Shoulders พังลงอย่างสมบูรณ์
ที่มา: beincrypto
มุมมองส่วนตัวผมเห็นด้วยเลยครับว่ารอบนี้สัญญาณ On-chain ค่อนข้างน่าเป็นห่วง พอจับมาประกอบกับพฤติกรรมการเทรดของรายย่อยที่ไปอัด Leverage เปิด Long กันเต็มเหนี่ยวแถว $64,500 มันเลยกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ ถ้าราคาเอาไม่อยู่แล้วหลุด Neckline ลงมาเมื่อไหร่ ตลาดน่าจะแพนิกหนักจนเกิด Liquidation ลากกันลงไปถึง $60,000 ได้ง่ายๆ เลยครับ ช่วงนี้กราฟค่อนข้างเปราะบางและฝั่ง Short ดูจะได้เปรียบกว่า ใครที่เล่นสั้นหรือชอบสวนเทรนด์ต้องมีจุดตัดขาดทุนที่ชัดเจนมากๆ ครับ ไม่ควรถือทนเด็ดขาด
