bitkub-banner

นักเทรด 60% เชื่อ ETH ดิ่งไป $1,500-เสียตำแหน่งเหรียญอันดับ 2 ของโลก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ราคา Ethereum เผชิญกับผลงานรายไตรมาสที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายปีโดยร่วงลงกว่า 30% ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2026 ท่ามกลางสงครามการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
  • นักพนันบนแพลตฟอร์ม Polymarket ประเมินความน่าจะเป็นสูงถึง 60% ที่ Ethereum จะเสียตำแหน่งเหรียญอันดับสองของโลกให้กับเหรียญ Stablecoin อย่าง USDT หากราคาร่วงลงไปทดสอบระดับ $1,500
  • แม้ว่านักวิเคราะห์บางส่วนจะยังมองเห็นโอกาสฟื้นตัวจากการอัปเกรดเครือข่ายในเดือนมิถุนายนที่กำลังจะมาถึง แต่ทิศทางของตลาดในภาพรวมยังคงถูกกดดันอย่างหนักจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายของสหรัฐอเมริกา

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มคาดการณ์และภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบันกำลังส่งสัญญาณกดดันราคาของ Ethereum อย่างหนัก แม้จะมีการอัปเกรดเครือข่ายรออยู่ แต่ตราบใดที่ตลาดยังถูกครอบงำด้วยความกลัวจากปัจจัยภายนอก โอกาสที่ราคาจะไหลลงไปทดสอบแนวรับลึกๆ แถว $1,500 ก็มีความเป็นไปได้สูง ซึ่งจะส่งผลให้เสียแชมป์ Market cap อันดับสองให้กับ USDT ไปในที่สุด

Ethereum เพิ่งจะปิดไตรมาสแรกด้วยผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายปี เหรียญคริปโตเบอร์สองของโลกร่วงลงไปกว่า 30% ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2026 ซึ่งเป็นผลกระทบจากการที่ประธานาธิบดี Trump เปิดฉากสงครามกำแพงภาษี ประกอบกับความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้ามากระหน่ำทั้งตลาดคริปโตและตลาดหุ้นไปพร้อมๆ กัน

ปัจจุบัน $ETH เทรดอยู่แถวๆ $2,113 ซึ่งดิ่งลงมาประมาณ 57% จากจุดพีกสุดที่เกือบ $5,000 เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2025 จนตอนนี้นักลงทุนบางส่วนเริ่มตั้งคำถามกันดังๆ แล้วว่า Ethereum จะยังสามารถรักษาเก้าอี้เบอร์สองของวงการไว้ได้หรือไม่

นักพนัน Polymarket เทน้ำหนัก Ethereum ส่อแววเสียแชมป์

แพลตฟอร์มตลาดคาดการณ์อย่าง Polymarket ตอนนี้ให้โอกาสสูงถึง 60% ที่ Ethereum จะสูญเสียตำแหน่งเหรียญอันดับสองให้กับเหรียญ Stablecoin ยอดฮิตอย่าง $USDT ภายในปี 2026 ซึ่งถือเป็นการพลิกโผครั้งใหญ่ เพราะตอนต้นปีตัวเลขคาดการณ์นี้ยังอยู่ที่แค่ 17% เท่านั้น ตามรายงานจากสื่อคริปโต Coin Bureau

Coin Bureau ระบุในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงทิศทางขาลงที่ชัดเจนว่า ด้วย Market cap ของ $USDT ที่ป้วนเปี้ยนอยู่ราวๆ $184 พันล้าน $ETH ขอแค่ร่วงลงไปแตะระดับ $1,500 การสลับตำแหน่งก็จะเกิดขึ้นทันที

ถ้าลองคำนวณดูจะพบว่าอุปทานเหรียญของ Tether นั้นโตขึ้นเรื่อยๆ จากความต้องการเงินดอลลาร์ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ในขณะที่ Market cap ของ Ethereum กลับหดตัวลงเรื่อยๆ ถ้าราคาปัจจุบันร่วงลงไปอีกแค่ 27% $USDT ก็จะขึ้นแท่นเบอร์สองแทนทันที ซึ่งภาพนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยในสถานการณ์ปัจจุบัน

นักเทรดชื่อดังอย่าง TedPillows ก็ได้ออกมาเตือนสติในระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า แม้ $ETH จะเพิ่งดึงตัวเองกลับมายืนเหนือ $2,000 ได้ และอาจจะมีเด้งไปแถว $2,100 ถึง $2,150 ได้บ้าง แต่หลังจากนั้น Ethereum ก็น่าจะไหลลงตามเทรนด์ขาลงต่อไป

มุมมองสวนทางและเป้าหมาย $7,500 จากธนาคารยักษ์ใหญ่

ในอีกด้านหนึ่ง Standard Chartered ยังคงยืนกรานเป้าหมายปลายปี 2026 สำหรับ Ethereum ไว้ที่ระดับ $7,500 แม้แต่ Citi ที่เพิ่งหั่นเป้า 12 เดือนลงมาเหลือ $3,175 เมื่อเดือนมีนาคม ก็ยังมองว่ามี Upside อีกราวๆ 50% จากราคาปัจจุบัน

ถ้าอิงตามตัวเลขของ Standard Chartered นั่นหมายความว่าราคาต้องพุ่งขึ้นถึง 255% จากจุดนี้ ซึ่งการจะไปถึงระดับนั้นได้ต้องอาศัยการกลับตัวของ Market sentiment อย่างรุนแรง มันเป็นไปได้ แต่ต้องมี Catalyst หรือปัจจัยกระตุ้นของจริงมารองรับ

หนึ่งใน Catalyst ที่รอกันอยู่คือการอัปเกรดเครือข่ายครั้งใหญ่ชื่อ Glamsterdam ในเดือนมิถุนายน นักวิเคราะห์คริปโตอย่าง Marietemar ชี้ให้เห็นว่า $ETH กำลังซุ่มทำ Setup ที่สวยที่สุดของปี 2026 เธอมองว่าตามสถิติแล้ว $ETH มักจะพุ่งขึ้นประมาณ 25 ถึง 40% ในช่วง 6 ถึง 8 สัปดาห์ก่อนการอัปเกรดใหญ่ โดยให้เป้าหมายไว้ที่โซน $2,600 ถึง $2,800

นักเทรดอย่าง MerlijnTrader ก็มองสวนกระแสความกลัวเช่นกัน โดยจับตาดูสัญญาณ Bullish crossover ของ MACD บน Timeframe รายสัปดาห์ พร้อมระบุว่าตอนนี้ไม่มีใครพูดถึง Ethereum เลย และโครงสร้างทางเทคนิคก็ชี้เป้าไปที่ $3,350

ทำไมวิกฤตรอบนี้ถึงให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป

การร่วงหล่นของ Ethereum ในไตรมาสแรกไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันมาพร้อมกับความปั่นป่วนของตลาดในวงกว้างที่มีต้นตอมาจากการขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจีนของสหรัฐอเมริกา ข้อมูลจากกระดานเทรดชี้ว่า Market cap รวมของตลาดคริปโตร่วงลงมาเหลือ $2.38 ล้านล้าน พร้อมกับ Funding rate ที่พลิกกลับมาติดลบในบรรดาเหรียญหลักๆ รวมทั้ง $ETH

แต่รอบนี้มีสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือการเข้ามาของสถาบันแบบเต็มสูบ BlackRock เพิ่งเปิดตัวกองทุน Staked Ethereum ETF ไปเมื่อต้นปี เปิดทางให้นักลงทุนฝั่ง TradFi ได้เข้าถึง Yield จากการ Stake $ETH แบบตรงๆ แถม Charles Schwab ก็เปิดให้ลูกค้ากว่า $12 ล้านล้านมาต่อคิวรอเทรดคริปโตแล้ว

ในขณะเดียวกัน นักลงทุนรายย่อยกลับวิ่งหนีตายกันกระเจิง ดัชนี Fear and Greed Index จมดิ่งอยู่ในโซน Extreme fear โดยแกว่งตัวอยู่แค่ระดับ 9 ถึง 11 จาก 100 มานานกว่า 46 วันติดต่อกันแล้ว ซึ่งภาวะแพนิกที่ลากยาวขนาดนี้หาดูได้ยากมาก ครั้งล่าสุดที่ดัชนีลงมาต่ำและแช่นานขนาดนี้ต้องย้อนไปถึงช่วงตลาดพังพินาศในปี 2022 เลยทีเดียว

Ethereum จะรอดจากวิกฤตนี้ได้หรือไม่

แม้ราคาจะเละเทะแค่ไหน แต่ Roadmap การพัฒนาของ Ethereum ก็ไม่ได้หยุดชะงัก การอัปเกรด Glamsterdam ในเดือนมิถุนายนจะช่วยเพิ่ม Throughput และลด Gas fee ลง จากนั้นตามด้วยอัปเกรด Hegota ปลายปี 2026 ที่จะเอา Verkle Trees เข้ามาช่วยเรื่อง Scalability

การพัฒนาพวกนี้มีความสำคัญ แต่ราคาหน้ากระดานขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงิน ไม่ใช่แค่บรรทัดโค้ด สงครามกำแพงภาษีอาจจะเลวร้ายลง FED อาจจะแช่ดอกเบี้ยไว้สูงจนจบปี และสถาบันที่เพิ่งคลอด ETF ออกมาก็ยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะเข้ามาไล่ช้อนซื้อหรือแค่ยืนดูอยู่เฉยๆ

ระหว่างเป้า $3,350 ของสายเทคนิค หรือโอกาส 60% ที่จะร่วงไป $1,500 ของนักพนัน Polymarket อีกไม่กี่เดือนเราคงได้เห็นบทสรุป ซึ่งคำตอบอาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเกิดอะไรขึ้นในเครือข่าย Ethereum แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลในวอชิงตันกำลังจะทำอะไรต่อไปมากกว่า

ที่มา: forbes


มุมมองส่วนตัวผมมองว่าสถานการณ์ของ Ethereum ตอนนี้น่าอึดอัดมากครับ แม้ว่าเราจะเห็นแผนการพัฒนาเครือข่ายอย่างการอัปเกรด Glamsterdam ที่กำลังจะมาถึง แต่ความกลัวเรื่อง Macroeconomics อย่างสงครามการค้ามันกดดันตลาดหนักจนรายย่อยเทขายทิ้งกันหมด ยิ่งมีข่าวว่าอาจจะเสียแชมป์ Market cap เบอร์สองให้ USDT ยิ่งเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนเข้าไปอีก ใครที่ยังถือ $ETH อยู่ช่วงนี้อาจจะต้องทนแกว่งและตั้ง Stop loss ให้รัดกุมครับ ส่วนตัวคิดว่าถ้าสถาบันยังไม่เทเงินเข้า ETF แบบจริงจัง โอกาสที่จะลงไปเทสต์ $1,500 ก็มีความเป็นไปได้สูงเลยครับ