สรุปข่าว
- ผู้บริหารระดับสูงจาก MicroStrategy และ Coinbase ออกมาประสานเสียงหลังการฉายภาพยนตร์สารคดี Finding Satoshi โดยระบุว่าตัวตนที่แท้จริงของผู้สร้าง Bitcoin ได้กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์และไม่ได้มีผลกระทบต่อตลาดการลงทุนอีกต่อไป
- ทฤษฎีล่าสุดที่ชี้ว่า Satoshi คือผลงานร่วมกันของ Hal Finney และ Len Sassaman ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ ถือเป็นการปลดล็อกความกังวลเรื่อง Black Swan ที่ตลาดหวั่นเกรงกันมานานว่าเหรียญ 1.1 ล้าน BTC ในกระเป๋าแรกเริ่มจะถูกเทขายออกมา
- ปัจจุบัน Bitcoin ได้เติบโตจนก้าวข้ามผู้สร้างไปแล้วโดยมีสถาบันยักษ์ใหญ่อย่าง MicroStrategy และ BlackRock เข้ามาถือครองเหรียญรวมกันในสัดส่วนที่เทียบเท่ากับกระเป๋าของ Satoshi ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงแบบรวมศูนย์ได้อย่างชัดเจน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การยุติข้อถกเถียงเรื่องตัวตนของ Satoshi และการปลดล็อกความกังวลเรื่องการเทขายเหรียญกว่า 1.1 ล้าน BTC ช่วยสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงแฝงในระยะยาว แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยกระตุ้นที่ส่งผลให้เกิดแรงซื้อขายหรือกระทบต่อราคาตลาดในระยะสั้น
การตามล่าหาตัวตนที่แท้จริงของ Satoshi Nakamoto ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานดูเหมือนจะเดินทางมาถึงทางตันทางอุดมการณ์แล้ว ซึ่งในมุมกลับกันมันกลับส่งผลดีต่ออุตสาหกรรม Crypto อย่างคาดไม่ถึง ท่ามกลางกระแสของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Finding Satoshi บรรดาผู้นำของบริษัทระดับท็อปต่างออกมาแสดงจุดยืนที่สอดคล้องกันว่า ตัวตนของ Nakamoto ได้กลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาด
Phong Le ซึ่งเป็น CEO ของ MicroStrategy ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเน้นย้ำว่า Bitcoin ควรได้รับความเคารพในฐานะผลงานที่สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ มากกว่าจะมานั่งจับผิดหรือพยายามแฉตัวผู้สร้าง ซึ่งมุมมองนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Brian Armstrong CEO ของ Coinbase ที่ออกมายืนยันว่าโค้ดและโมเดลเศรษฐศาสตร์ของ Bitcoin ในปัจจุบันสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่าใครคือผู้จรดปากกาเขียนมันขึ้นมาในปี 2008
คำถามที่ว่าสรุปแล้วใครคือ Satoshi มุมมองที่น่าสนใจที่สุดจากสารคดี Finding Satoshi คือการตั้งสมมติฐานว่ามันคือผลงานคู่ของ Hal Finney และ Len Sassaman ซึ่งถือเป็นทฤษฎีที่เป็นกลางต่อตลาดมากที่สุด เพราะต่างจากทฤษฎีเก่าๆ ที่เคยพาดพิงถึง Peter Todd หรือ Adam Back ทฤษฎีนี้ชี้ให้เห็นว่า Private Key ที่จะเข้าถึงเหรียญดั้งเดิมนั้นไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไปในโลกแห่งความเป็นจริง เนื่องจากทั้งคู่ได้เสียชีวิตไปแล้ว โดย Finney เสียชีวิตในปี 2014 และ Sassaman เสียชีวิตในปี 2011
การตายของทั้งคู่ถือเป็นการลบความเสี่ยงระดับ Black Swan ที่คอยหลอกหลอนตลาดมาตลอดว่าเหรียญกว่า 1.1 ล้าน BTC ในกระเป๋าของ Satoshi อาจจะถูกดึงออกมาเทขายแบบไม่ทันตั้งตัว ยิ่งไปกว่านั้น การที่ภรรยาม่ายของทั้งคู่ออกมายอมรับถึงความเป็นไปได้ของทฤษฎีนี้ ยิ่งเป็นการปิดประตูการเก็งกำไรและข่าวลือต่างๆ พร้อมทั้งเปลี่ยนภาพจำของ Satoshi จากผู้ชักใยตลาดที่ลึกลับให้กลายเป็นเพียงอัจฉริยะผู้จากไปก่อนเวลาอันควรเท่านั้น
ตัวเลขในปัจจุบันเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า Bitcoin ได้เติบโตจนใหญ่เกินกว่าตัวผู้สร้างไปแล้ว ทุกวันนี้ MicroStrategy ถือครองเหรียญอยู่ 815,000 BTC และ BlackRock ถืออยู่ 806,000 BTC ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วพวกเขาก็เปรียบเสมือน Satoshi ในยุคปัจจุบัน ยอดการถือครองของสถาบันเหล่านี้เข้ามาช่วยรักษาสมดุลให้กับสัดส่วนเหรียญของผู้ก่อตั้ง แม้ว่าคำถามที่ว่าสิ่งนี้จะทำให้เครือข่ายมีความเป็น Decentralized มากขึ้นและทนทานต่อความเสี่ยงด้านชื่อเสียงของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้จริงหรือไม่ จะยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป
ที่มา: u.today
มุมมองส่วนตัวผมมองว่าทฤษฎี Hal Finney กับ Len Sassaman เป็นเรื่องที่ลงตัวและดีที่สุดสำหรับวงการ Crypto แล้วครับ การที่กระเป๋าของ Satoshi จะกลายเป็นกระเป๋าที่ไม่มีใครสามารถเปิดได้ไปตลอดกาลคือสิ่งที่ตลาดต้องการมากที่สุด เพราะมันลบความกังวลเรื่องแรงเทขาย 1.1 ล้าน BTC ออกไปได้อย่างถาวร แถมการที่เหรียญค่อยๆ ถูกกระจายไปอยู่ในมือของสถาบันระดับโลกก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ที่สมบูรณ์แบบและทำงานได้ด้วยกลไกของมันเองโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวบุคคลอีกต่อไปครับ
