สรุปข่าว
- แอฟริกาใต้เสนอร่างกฎระเบียบการจัดการกระแสเงินทุนฉบับใหม่ปี 2026 บังคับให้นักเดินทางเข้าและออกประเทศต้องสำแดงยอดถือครองคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมด
- กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น hardware wallet หรือการถือครองในรูปแบบของกระเป๋าในแอปพลิเคชัน หากฝ่าฝืนมีสิทธิ์ต้องโทษจำคุกได้ถึง 5 ปี
- กลุ่มผู้สนับสนุนความเป็นส่วนตัวและชาวคริปโตออกมาคัดค้านอย่างหนัก โดยมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างรุนแรง จากการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
รัฐบาลแอฟริกาใต้เตรียมบังคับใช้ร่างกฎระเบียบการจัดการกระแสเงินทุนฉบับใหม่ปี 2026 ซึ่งมีมาตรการคุมเข้มขั้นเด็ดขาดต่อนักเดินทางที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล โดยบังคับให้ต้องสำแดงยอดคริปโตเคอร์เรนซีต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และมอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้เจ้าหน้าที่สามารถเรียกตรวจค้น สั่งให้ปลดล็อก และยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ทันทีหากมีเหตุต้องสงสัย การละเลยหรือฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงถึง 2.2 ล้านบาท หรือจำคุก 5 ปี โดยร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนักในปัจจุบัน
แอฟริกาใต้ได้ประกาศข้อเสนอใหม่ในการร่างกฎระเบียบการจัดการกระแสเงินทุนปี 2026 ที่ได้เริ่มนำข้อยกเว้นและข้อกำหนดใหม่ที่เข้มงวดมาใช้สำหรับนักเดินทางที่เข้าหรือออกจากแอฟริกาใต้พร้อมกับสกุลเงินดิจิทัล
ภายใต้ข้อบังคับใหม่นี้ ผู้มาเยือนคนใดก็ตามที่จะเดินทางมายังแอฟริกาใต้จำเป็นที่จะต้องทำการแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ถึง “ยอดการถือครองคริปโตเคอร์เรนซี” และมอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้เจ้าหน้าที่ประจำพรมแดนสามารถทำการ “ตรวจค้นและยึดทรัพย์” ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลด้านสิทธิความเป็นส่วนตัว
นอกเหนือจากการตรวจค้นกระเป๋าเดินทางหรือยานพาหนะของบุคคลต้องสงสัยแล้ว ร่างกฎระเบียบดังกล่าวยังอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถเรียกขอเข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ หากเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรสงสัยว่านักเดินทางกำลังทำการ ส่งออก หรือ นำเข้า คริปโตโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการยึดอุปกรณ์รวมถึงสินทรัพย์ที่อยู่ภายในเครื่องได้ทันที
สิ่งนี้หมายความว่า นักเดินทางต้องยินยอมส่งมอบอุปกรณ์หรือข้อมูลใด ๆ ที่อาจใช้จัดเก็บหรืออำนวยความสะดวกในการโอนสินทรัพย์เหล่านี้ตามคำขอของเจ้าหน้าที่ หากละเลยไม่แจ้งรายการทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็น hardware wallet , หรือ โทรศัพท์ที่มีแอปพลิเคชันติดตั้งอยู่ อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอาญา มีโทษปรับสูงถึง 1 ล้านแรนด์ (ราว 2.2 ล้านบาท) หรือจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี
ร่างกฎระเบียบดังกล่าวถูกนำเสนอขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนกฎระเบียบการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา ปี 1961 ที่ล้าหลัง อีกทั้งยังได้ทำการจัดประเภทสินทรัพย์คริปโตใหม่ให้เป็น ทุน อย่างเป็นทางการ ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายนี้ส่งผลให้สกุลเงินดิจิทัลถูกนำมาอยู่ภายใต้การตรวจสอบที่เข้มงวดในระดับเดียวกับ ทองคำ และ เงินตราต่างประเทศ และจะถูกริบให้ตกเป็นของแผ่นดินหากตรวจพบการฝ่าฝืน
ด้านเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังโต้แย้งว่า มาตรการเหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จำเป็นต่อการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศให้ทันสมัย และเพื่อทำลายช่องทางที่ใช้สำหรับกระแสเงินทุนที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นการโต้กลับโดยตรงต่อคำตัดสินของศาลสูง ที่เคยตำหนิธนาคารกลางแอฟริกาใต้ (SARB) อย่างรุนแรงเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายที่อ้างอิงกับตัวบทกฎหมายเก่าที่ล้าสมัยและเกิดขึ้นก่อนยุคดิจิทัล
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ส่งผลทำให้ กลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิความเป็นส่วนตัวและกลุ่มชาวคริปโตได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับนิยามของคำว่า “การครอบครอง” ว่าจะถูกตีความอย่างไรเมื่ออยู่ที่ด่านตม.
เพราะโดยธรรมชาติของคริปโตดำรงอยู่ในระบบบล็อกเชนระดับโลก ไม่ได้อยู่ในตัวอุปกรณ์ทางกายภาพเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการ รุกล้ำสิทธิส่วนบุคคล จากการบังคับให้นักเดินทางต้องปลดล็อกอุปกรณ์ส่วนตัวเพื่อพิสูจน์มูลค่าพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัลของตน
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เปิดโอกาสให้สาธารณชนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎระเบียบดังกล่าว โดยกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและพลเมืองที่ได้รับความเดือดร้อนมีเวลาจนถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2026 ในการยื่นข้อเสนอแนะ ก่อนที่กฎระเบียบจะถูกสรุปและลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ที่มา : Bitcoin.com
มุมมองผู้เขียน : หากแอฟริกาใต้สามารถผลักดันกฎหมายนี้ได้สำเร็จ มันอาจกลายเป็น ต้นแบบ ให้กับประเทศกลุ่มกำลังพัฒนาหรือประเทศที่มีปัญหาเงินทุนไหลออกนำไปปรับใช้ตาม ซึ่งผลกระทบโดยตรงคือจะทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆ เอง เพราะทุกคนจะหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่รัฐสามารถยึดโทรศัพท์และรีดไถข้อมูลทางการเงินของพวกเขาได้อย่างถูกกฎหมาย
