สรุปข่าว
- Bitcoin ร่วง 0.46% หลุดระดับ $77,612 ในวันที่ 27 เม.ย. 2569 โดยแตะจุดต่ำสุดรายวันที่ $77,597 หลังขึ้นไปสูงสุดที่ $79,400
- ปริมาณการซื้อขายรอบนี้ผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ สูงเกินค่าเฉลี่ยหลายช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่ามีแรงซื้อขายขนาดใหญ่เข้ามาเคลื่อนไหวในตลาด
- นักวิเคราะห์จับตาว่าปริมาณเทรดที่พุ่งพรวดนี้จะนำไปสู่การสะสมของเจ้ามือหรือการเทขายระลอกใหม่ในช่วงถัดไป
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ราคาที่ร่วงพร้อมปริมาณเทรดผิดปกติมักเป็นสัญญาณให้ระวัง เพราะแรงขายจากผู้ถือรายใหญ่อาจยังไม่จบ ตลาดอยู่ในสภาวะระวังตัวสูงและรอดูทิศทางที่ชัดเจนกว่านี้
ราคา Bitcoin ร่วงลง 0.46% ในวันที่ 27 เม.ย. 2569 หลุดระดับ $77,612 โดยแตะจุดต่ำสุดรายวันที่ $77,597 หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยขึ้นไปสูงสุดที่ $79,400 ความเคลื่อนไหวรอบนี้ดูเผินๆ อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขราคาคือปริมาณการซื้อขายที่ผิดสังเกตอย่างมาก

ปริมาณการซื้อขายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาอยู่ที่ 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ยังคงอยู่ที่ 1.55 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลข Volume ที่สูงผิดปกติในช่วงที่ราคาร่วงนี้คือสิ่งที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด
สัญญาณจากปริมาณเทรด ผิดปกติแค่ไหนและบอกอะไร
ปริมาณการซื้อขาย 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 24 ชั่วโมงนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายวันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ ในทางเทคนิคแล้ว เมื่อราคาเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยแต่ Volume พุ่งสูง มักหมายความว่ามีการต่อสู้ระหว่างแรงซื้อและแรงขายที่ค่อนข้างสมดุลกัน แต่ฝ่ายหนึ่งกำลังได้เปรียบอยู่
ในทางปฏิบัติ เมื่อปริมาณเทรดพุ่งสูงในช่วงที่ราคาร่วง นั่นหมายความว่ามีคนกำลังเทขายจำนวนมาก และมีคนรับซื้อในระดับราคานี้เช่นกัน คำถามที่นักวิเคราะห์พยายามตอบคือใครกันแน่ที่อยู่ทั้งสองฝั่ง และฝ่ายไหนจะมีแรงมากกว่ากันในระยะถัดไป
เปรียบเทียบ Volume พุ่งในอดีต แต่ละครั้งเกิดอะไรขึ้นต่อ
ย้อนดูประวัติศาสตร์ของ Bitcoin จะพบรูปแบบที่น่าสนใจ ในช่วงต้นปี 2568 ที่ตลาดเริ่มฟื้นตัวหลังการ Halving ครั้งที่สี่ ปริมาณเทรดที่พุ่งสูงผิดปกติมักตามมาด้วยการเคลื่อนไหวของราคาที่ชัดเจนขึ้นภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมงถัดไป ไม่ว่าจะเป็นการดีดตัวขึ้นแรงหรือการร่วงต่อ
ย้อนไปช่วงปลายปี 2567 ที่ราคา Bitcoin เริ่มทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดตลอดกาลใหม่ก็มีรูปแบบคล้ายกัน Volume พุ่งผิดปกติมักเกิดขึ้นก่อนที่ตลาดจะตัดสินใจทิศทาง เหมือนกับที่ตลาดกำลัง “โหลดพลังงาน” เพื่อเตรียมการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ถัดไป อย่างไรก็ตาม ไม่มีรูปแบบใดที่จะการันตีผลลัพธ์ได้ตายตัว ประวัติศาสตร์เป็นแค่บริบทอ้างอิง ไม่ใช่สูตรสำเร็จ
สิ่งที่น่าสังเกตเพิ่มเติมคือในปี 2569 นี้ Bitcoin อยู่ในสภาวะหลัง Halving มาแล้วกว่าหนึ่งปี ซึ่งตามวัฏจักรประวัติศาสตร์ของ Bitcoin ช่วงนี้มักเป็นช่วงที่ตลาดเริ่มสร้างแรงสนับสนุนจากการลดลงของ Supply ใหม่ที่เข้าสู่ตลาด ทำให้ปริมาณ Volume ที่ผิดปกติในช่วงนี้มีน้ำหนักมากกว่าช่วงอื่นในรอบ
เจ้ามือกำลังสะสมหรือเทขาย อ่านสัญญาณจาก Volume Pattern
นี่คือคำถามสำคัญที่นักวิเคราะห์ตลาดพยายามตอบอยู่ในขณะนี้ ปริมาณเทรดที่สูงผิดปกติในช่วงที่ราคาร่วงลงเพียงเล็กน้อย สามารถตีความได้สองแบบที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
แบบแรกคือการสะสม เจ้ามือรายใหญ่อาจกำลังใช้โอกาสที่ตลาดย่อตัวลงมาซื้อสะสมในระดับราคานี้อย่างเงียบๆ โดยการซื้อของพวกเขาทำให้ราคาไม่ร่วงลงไปมากกว่านี้ แม้จะมีแรงขายเข้ามาก็ตาม Volume สูงแต่ราคาไม่ดิ่งหนักจึงอาจเป็นสัญญาณว่ามีแรงรับที่แข็งแกร่งอยู่ใต้ตลาด
แบบที่สองคือการกระจายสินค้า เจ้ามือที่ถือ Bitcoin มาตั้งแต่ราคาต่ำกำลังค่อยๆ ขายออกทีละนิด ทีละหน่อย โดยใช้ Volume สูงเพื่อกระจายออร์เดอร์ขายออกไปโดยไม่ทำให้ราคาร่วงหนักเกินไป ซึ่งถ้าเป็นรูปแบบนี้จริง แรงกดดันขาลงอาจยังมีต่อเนื่อง
ในบริบทของสถานการณ์มหภาคปัจจุบัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงรักษาท่าทีระมัดระวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่กระแสเงินทุนไหลเข้า Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด ความไม่แน่นอนในเรื่องนโยบายการเงินโลกทำให้นักลงทุนสถาบันบางส่วนใช้ Bitcoin เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในระยะยาว ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมแรงซื้อยังคงมีอยู่แม้ในช่วงที่ตลาดอ่อนแอ
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมพบว่าการเคลื่อนไหวรอบนี้น่าสนใจมากกว่าที่ตัวเลข 0.46% จะบอกได้ ปกติแล้วถ้าราคาร่วงแค่นี้แต่ Volume พุ่งสูงขนาดนี้ มันหมายความว่ามีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นในตลาดที่เรายังมองไม่เห็นครบถ้วน
สิ่งที่ผมจะจับตาเป็นพิเศษในช่วง 48 ถึง 72 ชั่วโมงข้างหน้าคือทิศทางของ Volume ว่าจะยังสูงต่อเนื่องหรือจะลดลงกลับมาสู่ระดับปกติ เพราะถ้า Volume สูงต่อเนื่องแต่ราคาเริ่มดีดตัวขึ้น นั่นจะเป็นสัญญาณที่น่าสนใจมากว่าแรงซื้อกำลังชนะ แต่ถ้า Volume สูงแต่ราคายังร่วงต่อ นั่นคือสัญญาณที่ต้องระวัง
นอกจากนี้ กระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกจาก Bitcoin ETF ในช่วงนี้เป็นปัจจัยที่ผมให้น้ำหนักมาก เพราะสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่เข้ามาผ่านช่องทางนี้มักเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดในระยะกลาง ถ้าข้อมูลไหลเข้าของ ETF ยังเป็นบวก ผมมองว่าแรงกดดันขาลงอาจมีจำกัด แต่ถ้าเริ่มเห็นเงินไหลออก นั่นคือสัญญาณที่ต้องเปลี่ยนมุมมองทันที เรื่องนี้ยังต้องติดตามกันต่อครับ
คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
ภาพจาก AI
