bitkub-banner

T. Rowe Price ยื่นเปิด ETF คริปโต Active ถือ BTC, ETH, SOL, XRP, DOGE ในกองเดียว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • T. Rowe Price ยื่นแก้ไขเอกสารครั้งที่ 3 กับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ สำหรับกองทุน ETF คริปโตที่บริหารงานแบบ Active ชื่อ TKNZ เตรียมเข้าจดทะเบียนบน NYSE Arca
  • กองทุน TKNZ จะถือครอง 5-15 คริปโตในพอร์ตแบบหมุนเวียน ได้แก่ Bitcoin, Ethereum, Solana, XRP, Dogecoin และ Shiba Inu รวมถึงเหรียญอื่นอีกกว่า 10 ชนิด โดยตั้งค่าธรรมเนียมบริหารที่ 0.75% ต่อปี
  • ยังต้องรอการอนุมัติจาก ก.ล.ต. สหรัฐฯ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนเปิดให้ซื้อขายได้จริง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่บริษัทจัดการกองทุนระดับโลกอย่าง T. Rowe Price เดินหน้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายก่อนเปิดตัว ETF คริปโตแบบ Active ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาด เพราะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและเปิดทางให้เงินสถาบันไหลเข้าสู่ Bitcoin, Ethereum, Solana, XRP และ Dogecoin ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม กองทุนยังไม่ได้รับอนุมัติ จึงยังไม่มีแรงซื้อจริงในตลาดทันที

ตามรายงานจาก CoinDesk เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2568 T. Rowe Price บริษัทจัดการกองทุนระดับโลกที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ กำลังเดินหน้าขอใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เพื่อเปิดตัวกองทุน ETF คริปโตที่บริหารงานแบบ Active ภายใต้ชื่อ TKNZ โดยล่าสุดได้ยื่นเอกสารแก้ไขครั้งที่ 3 ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ พร้อมประกาศค่าธรรมเนียมบริหาร 0.75% ต่อปี กองทุน TKNZ ออกแบบมาเพื่อถือครองพอร์ตคริปโตที่หมุนเวียนได้ 5-15 เหรียญ รวมถึง Bitcoin ราคา $76,103, Ethereum ราคา $2,273.31, Solana ราคา $83.49, XRP ราคา $1.38 และ Dogecoin ราคา $0.10 รวมทั้ง Shiba Inu และเหรียญอื่น ๆ อีกหลายชนิด

ETF คริปโต Active ต่างจากแบบ Passive อย่างไร

กองทุน TKNZ ไม่ใช่ ETF ที่ติดตามดัชนีคริปโตแบบตายตัว แต่ผู้จัดการกองทุนจะใช้ดุลพินิจในการเลือกและปรับน้ำหนักเหรียญในพอร์ตโดยตรง โดยมีเป้าหมายเอาชนะผลตอบแทนของดัชนี FTSE Crypto US Listed Index นอกจากนี้กองทุนยังวางแผนถือครองสินทรัพย์คริปโตโดยตรง (Spot) และอาจมีการทำ Staking หรือ Liquid Staking สำหรับเหรียญบางชนิดหากกฎหมายเปิดทาง โดยใช้ Anchorage Digital Bank เป็นผู้ดูแลรักษาทรัพย์สิน

เหรียญที่เข้าข่ายลงทุนได้มีรายชื่อครอบคลุมหลากหลาย ทั้ง Cardano (ADA), Avalanche (AVAX), Litecoin (LTC), Polkadot (DOT), Hedera (HBAR), Bitcoin Cash (BCH), Chainlink (LINK), Stellar (XLM) และ Sui (SUI) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า T. Rowe Price ต้องการสร้างพอร์ตคริปโตที่ยืดหยุ่นและปรับตัวตามสภาวะตลาดได้จริง

เส้นทางสู่การเปิดตัว ตั้งแต่ยื่น S-1 ถึงขั้นตอนสุดท้าย

T. Rowe Price เริ่มต้นยื่นเอกสาร S-1 ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ครั้งแรกตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568 จากนั้นยื่น S-1/A ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ซึ่งยืนยัน Ticker Symbol อย่างเป็นทางการว่า “TKNZ” และแผนจดทะเบียนบน NYSE Arca และล่าสุดเพิ่งยื่นแก้ไขครั้งที่ 3 ในวันที่ 27 เม.ย. 2569 พร้อมประกาศค่าธรรมเนียม ขณะนี้กองทุนอยู่ระหว่างรอการพิจารณาจาก ก.ล.ต. สหรัฐฯ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่นักลงทุนจะสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้จริง

ก้าวของ T. Rowe Price ไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว เพราะก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า State Street เปิดบริการ Tokenized Fund จากลักเซมเบิร์กภายในปีนี้ และ กองทุนยักษ์โคลอมเบียลุยซื้อ Bitcoin ผ่านกองทุน ETF ของ BlackRock ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการเงินระดับโลกกำลังแข่งกันเข้าตลาดคริปโตอย่างจริงจัง


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ T. Rowe Price ยื่นแก้ไขครั้งที่ 3 พร้อมประกาศค่าธรรมเนียมชัดเจนแบบนี้ มักเป็นสัญญาณว่าใกล้จะได้รับอนุมัติแล้ว เพราะถ้ากองทุนยังไม่มั่นใจในอนาคต ก็คงไม่รีบกำหนดรายละเอียดค่าธรรมเนียมให้เป็นทางการ สิ่งที่น่าจับตามองคือการที่กองทุนนี้ครอบคลุมเหรียญหลายชนิดมาก รวมถึงเหรียญที่นักลงทุนสถาบันบางรายยังไม่คุ้นเคย เช่น Shiba Inu ซึ่งอาจทำให้บางส่วนกังวลเรื่องการบริหารความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่าความยืดหยุ่นของพอร์ต 5-15 เหรียญนั้นเป็นจุดแข็ง เพราะผู้จัดการกองทุนสามารถปรับน้ำหนักตามสภาวะตลาดได้ ใครที่ถือคริปโตอยู่แล้ว ก็ลองจับตาดูว่าเมื่อกองทุนนี้ได้รับอนุมัติและเริ่มซื้อจริง จะมีผลต่อราคาเหรียญในพอร์ตมากแค่ไหน

ที่มา: @CoinDesk

ภาพจาก AI