สรุปบทความ
- Bitbank จับมือ EPOS Card และ Visa เปิดตัวบัตรเครดิต EPOS Crypto Card for Bitbank เมื่อ 27 เม.ย. 2569 ให้ผู้ใช้จ่ายบิลรายเดือนด้วย Bitcoin จากบัญชีกระดานเทรดได้โดยตรง
- ผู้ถือบัตรได้เงินคืน 0.5% เลือกเป็น BTC, ETH หรือ ASTR ได้ ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี และมีโบนัสสมัครใหม่ 2,000 เยน
- ขณะที่สหรัฐฯ มัวแต่ทำ Bitcoin ให้กลายเป็น ETF ญี่ปุ่นกำลังสร้างโครงสร้างให้ Bitcoin เป็นเงินใช้จ่ายจริง ซึ่งสวนทางกับนโยบายไทยที่ห้ามใช้คริปโตชำระค่าสินค้าและบริการตั้งแต่ปี 2565
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BULLISH
เรื่องนี้เป็น bullish ต่อภาพรวมของ Bitcoin ในระยะยาว เพราะการใช้งาน BTC ในชีวิตประจำวันจริงสร้างมูลค่าพื้นฐาน (utility value) นอกเหนือจากการเก็งกำไร และเป็นสัญญาณว่าเอเชียกำลังเดินหน้าเร็วกว่าตะวันตกในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินด้วยคริปโต ซึ่งจะเป็นแรงผลักดัน adoption ในระยะยาว
ในขณะที่นักลงทุนคริปโตในไทยและโลกตะวันตกกำลังถกเถียงกันไม่จบสิ้นเรื่อง Bitcoin ETF, การคาดการณ์ราคา และคำว่า “institutional adoption” ที่ฟังจนเอียน ญี่ปุ่นกลับเดินหน้าไปอีกก้าวอย่างเงียบ ๆ ด้วยการเปิดตัว “บัตรเครดิต” ที่ให้ผู้ใช้จ่ายบิลด้วย Bitcoin ได้โดยตรงจากบัญชีกระดานเทรด นี่ไม่ใช่ “adoption” แบบที่ Wall Street พูดถึง แต่มันคือ Bitcoin ที่กลายเป็น “เงินใช้จ่ายจริง” ในชีวิตประจำวัน
เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 Bitbank ซึ่งเป็นหนึ่งในกระดานเทรดคริปโตที่ได้รับใบอนุญาตในญี่ปุ่น ได้จับมือกับ EPOS Card (หน่วยงานฟินเทคในเครือ Marui Group) และ Visa เปิดตัว “EPOS Crypto Card for Bitbank” ซึ่งถือเป็นบัตรเครดิตใบแรกในญี่ปุ่นที่อนุญาตให้ผู้ถือบัตรชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนด้วย Bitcoin ที่อยู่ในบัญชี Bitbank ของตัวเองโดยอัตโนมัติ พร้อมเงินคืน 0.5% ในรูปแบบคริปโต และโบนัสสมัครใหม่ 2,000 เยน
ฟังดูเป็นข่าวเล็ก ๆ ใช่ไหม? แต่ผมอยากชวนคุณมองให้ลึกกว่านั้น เพราะเรื่องนี้กำลังเปิดเผยความจริงที่หลายคนไม่อยากยอมรับ นั่นคือ “เอเชียกำลังสร้างเศรษฐกิจ Bitcoin ของจริง ในขณะที่สหรัฐฯ มัวแต่แปลงมันเป็นกระดาษ”

บัตรใบนี้ทำอะไรได้บ้าง และทำไมมันถึงสำคัญ

มาดูรายละเอียดของบัตร EPOS Crypto Card for Bitbank กันก่อน เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่แหละที่บอกเราว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปทางไหน
- เป็นบัตร Visa ที่ใช้ได้ทุกที่ที่รับ Visa ทั่วโลก ไม่ใช่บัตรเฉพาะกลุ่ม
- เมื่อถึงรอบบิล ระบบจะหัก Bitcoin จากบัญชี Bitbank ของผู้ถือบัตรอัตโนมัติ แปลงเป็นเงินเยนตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ เวลานั้น และนำไปจ่ายบิล
- ได้เงินคืน 0.5% ของยอดใช้จ่ายรายเดือน เลือกรับเป็น Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) หรือ Astar (ASTR) ก็ได้
- ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี และมีโบนัสสมาชิกใหม่ 2,000 เยน (ประมาณ 12.5 ดอลลาร์)
- เริ่มต้นรองรับเฉพาะ Bitcoin ก่อน แต่มีแผนเพิ่มสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นในอนาคต
ลองคิดในมุมผู้ใช้จริง ๆ ดูสิ คุณเดินเข้าร้านสะดวกซื้อในโตเกียว รูดบัตรซื้อกาแฟ พนักงานไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำว่าคุณจ่ายด้วย Bitcoin เพราะร้านได้รับเป็นเงินเยนตามปกติ แต่ในระบบหลังบ้านของคุณ Bitcoin ในบัญชี Bitbank กำลังถูกใช้จ่ายเป็นเงินใช้สอยจริง ๆ มันคือการประสานระหว่างโครงสร้างพื้นฐานการเงินแบบเดิม (Visa) กับสินทรัพย์ดิจิทัล อย่างไร้รอยต่อ
Hold my FoMO สรุปประเด็นสำคัญไว้ว่า บัตรนี้รองรับโดย Visa Japan ใช้จ่ายผ่าน BTC จากบัญชี Bitbank ที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้วเท่านั้น ขณะที่ Antonio ระบุว่า นี่คือบัตรเครดิตที่เชื่อมโยงกับคริปโตใบแรกของญี่ปุ่น ที่ให้ผู้ใช้ “จ่ายตรง” ด้วย Bitcoin จากยอดคงเหลือบนกระดานเทรด
ในขณะที่โลกตะวันตกกำลังเถียงกันเรื่อง ETF

มาดูบรรยากาศในฝั่งโลกตะวันตกกันบ้าง อะไรคือหัวข้อสนทนาหลักของวงการคริปโตในสหรัฐฯ ตลอดปีที่ผ่านมา?
- Bitcoin ETF จะอนุมัติเมื่อไหร่ จะมี Spot ETF ของเหรียญไหนต่อ
- BlackRock ซื้อ Bitcoin เพิ่มอีกเท่าไหร่ MicroStrategy เพิ่มสะสมอีกกี่หมื่นเหรียญ
- SEC ฟ้องใคร ก.ล.ต. สหรัฐฯ จะอนุมัติอะไรต่อ
- ราคา Bitcoin จะถึง $100,000 หรือ $200,000 เมื่อไหร่
สังเกตอะไรไหม? ทุกหัวข้อมันคือเรื่อง “ทำให้ Bitcoin กลายเป็นผลิตภัณฑ์การลงทุน” ทั้งสิ้น ไม่มีใครพูดถึงการ “ใช้” Bitcoin เลย ทุกคนพูดถึงการ “ถือ” Bitcoin เพื่อรอราคาขึ้นเท่านั้น
นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า “การเงินแบบกระดาษ” (paperization of Bitcoin) คุณซื้อ ETF คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ Bitcoin จริง ๆ คุณถือกระดาษที่อ้างอิงราคา Bitcoin เท่านั้น คุณโอนไม่ได้ ใช้จ่ายไม่ได้ ส่งให้เพื่อนไม่ได้ ทำได้แค่ “ซื้อต่ำขายสูง” เพื่อเอากำไรเป็นดอลลาร์เท่านั้น
คำถามคือ Satoshi Nakamoto สร้าง Bitcoin ขึ้นมาเพื่อสิ่งนี้หรือ? คำตอบมันชัดในตัวเองอยู่แล้ว Whitepaper ของ Bitcoin ปี 2552 บอกชัดว่ามันคือ “Peer-to-Peer Electronic Cash System” คือระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แบบบุคคลต่อบุคคล ไม่ใช่ “ผลิตภัณฑ์การลงทุนสำหรับสถาบัน”

เอเชียกำลังสร้างเศรษฐกิจคริปโตของจริง

การเคลื่อนไหวของ Bitbank ไม่ใช่กรณีโดดเดี่ยว ในเดือนมกราคม 2569 Binance Japan ก็เพิ่งเปิดตัว Binance Japan Card ที่ให้ผู้ใช้รับ BNB จากการใช้จ่าย และมุมมองของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อคริปโตก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
WOLF Crypto อ้างอิงผลสำรวจของ Nomura ที่ทำกับนักลงทุนมืออาชีพ 518 คน พบว่าตอนนี้มีเพียง 18% ที่มีมุมมองเชิงลบต่อคริปโต ลดลงจาก 23% ในการสำรวจครั้งก่อน นั่นแปลว่าวงการการเงินดั้งเดิมในญี่ปุ่นกำลังเปิดรับคริปโตมากขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากนี้ ในวันที่ 23 มกราคม 2569 รัฐบาลญี่ปุ่นยังประกาศย้ายการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลจาก Payment Services Act (PSA) ไปยัง Financial Instruments and Exchange Act (FIEA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลในปีงบประมาณ 2570 การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่าญี่ปุ่นจริงจังกับการให้คริปโต “อยู่ร่วม” กับระบบการเงินดั้งเดิมแบบเป็นทางการ ไม่ใช่แค่ทดลองเล่น ๆ
ที่สำคัญคือ ญี่ปุ่นไม่ได้เลือกระหว่าง “ห้ามใช้คริปโตจ่ายเงิน” กับ “ปล่อยฟรี” แต่เลือกทาง “ออกแบบโครงสร้างให้ใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย” ซึ่งเป็นการเดินที่แตกต่างจากทั้งสหรัฐฯ และไทยอย่างชัดเจน
แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

ตรงนี้แหละครับที่ผมอยากให้คุณนั่งลงและคิดให้ดี ๆ
ในปี 2565 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงาน ก.ล.ต. และกระทรวงการคลังของไทย ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ห้ามการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นวิธีการชำระค่าสินค้าและบริการ และในวันที่ 1 เมษายน 2565 ก.ล.ต. ไทยก็ออกกฎระเบียบที่ 5/2565 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอำนวยความสะดวกหรือส่งเสริมการใช้คริปโตเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการอย่างเป็นทางการ
เหตุผลของ ธปท. คือเรื่อง “ความผันผวนของราคา ความเสี่ยงจากการโจรกรรมทางไซเบอร์ และการขาดสถานะเงินที่ถูกกฎหมาย” ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผลในปี 2564 ตอนที่ออกแถลงการณ์ครั้งแรก แต่วันนี้ปี 2569 แล้ว โลกเปลี่ยนไปแล้ว ญี่ปุ่นแก้ปัญหาเรื่องความผันผวนด้วยการ “แปลงเป็นเยนทันทีตอนชำระบิล” (ผู้ใช้จ่ายด้วย BTC แต่ร้านได้เยน) ส่วนเรื่องความเสี่ยงไซเบอร์ก็แก้ด้วยกฎคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มงวด
ในขณะเดียวกัน ธปท. ก็มีโครงการ Programmable Payment Sandbox (หรือ Thai Baht-backed Stablecoin Sandbox) ที่ขยายเวลารับสมัครต่อเนื่องตั้งแต่ 24 ธันวาคม 2568 เพื่อทดลอง Stablecoin หนุนด้วยเงินบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณดีว่าหน่วยงานรัฐไม่ได้ปิดประตูทุกบาน แต่ “ความเร็ว” ในการเดินเรื่องของไทยช้ากว่าญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ
คนไทยเป็นนักใช้งานตัวจริง เราคุ้นกับ QR Payment, PromptPay, การโอนเงินข้ามประเทศแบบฉับไว เราไม่ได้กลัวเทคโนโลยี แต่เรากลับยังต้องดูคนญี่ปุ่นได้ใช้บัตร Visa จ่ายค่าบ้านด้วย BTC ในขณะที่เราซื้อกาแฟด้วย BTC ในร้านที่จดทะเบียนถูกกฎหมายไม่ได้ คำถามคือ “ทำไม?”
เรื่องที่ไม่มีใครพูดถึง ภาษีและการแปลง BTC

ก่อนจะเชียร์ Bitbank จนเกินไป ผมต้องบอกความจริงอีกด้านให้ฟังด้วย บัตร EPOS Crypto Card นี้ก็ยังไม่ใช่ “Bitcoin เป็นเงินจริง” แบบ 100% เพราะร้านค้าไม่ได้รับ Bitcoin โดยตรง ระบบยังต้องแปลง BTC เป็นเยนก่อนชำระบิล ซึ่งหมายความว่าทุกครั้งที่คุณรูดบัตร คุณกำลัง “ขาย” Bitcoin โดยอัตโนมัติ และในกฎหมายภาษีของญี่ปุ่น การขายคริปโตคือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภาระภาษี
ภาษีกำไรจากคริปโตในญี่ปุ่นจัดอยู่ในประเภท “รายได้เบ็ดเตล็ด” (miscellaneous income) ซึ่งสามารถถูกเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 55% สำหรับผู้มีรายได้สูง นี่คือต้นทุนแฝงที่ผู้ใช้บัตรนี้ต้องตระหนัก ไม่ใช่จะรูดเป็น BTC ได้แบบไร้ภาระ
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังเป็นก้าวที่ใหญ่กว่าทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนนี้ เพราะมันคือการ “เชื่อม Bitcoin เข้ากับระบบการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” ที่ใช้ได้จริงทุกที่ที่รับ Visa คำถามคือใครจะเป็นคนต่อไปที่ทำได้แบบนี้
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าเรื่องของ Bitbank คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดของวงการคริปโตในรอบปีนี้ และมันน่าจะดังกว่าข่าวราคาทุกข่าว แต่กลับเงียบ เพราะมันไม่ “sexy” สำหรับคนที่มาคริปโตเพื่อรวยเร็ว
ผมเห็นเทรนด์ที่ชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า โลกคริปโตกำลังแบ่งเป็นสองค่ายที่เดินคนละทาง ค่ายแรกคือ “คริปโตในฐานะสินทรัพย์การลงทุน” นำโดยสหรัฐฯ ที่ทุกอย่างวิ่งเข้าหา ETF, Custody Bank, Wall Street ส่วนค่ายที่สองคือ “คริปโตในฐานะเงิน” นำโดยญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และอาจรวมถึงฮ่องกง ที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานการใช้จ่ายจริง
คำถามที่ผมอยากให้คุณคิดต่อคือ ในระยะยาว 10-20 ปี ค่ายไหนจะ “ชนะ”? ผมเชื่อว่าค่ายที่สองจะมีอิทธิพลมากกว่า เพราะมูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่ “ความสามารถในการใช้งาน” ถ้าวันหนึ่งคุณรูดบัตรซื้อข้าว ส่งเงินกลับบ้านข้ามประเทศ จ่ายค่าน้ำค่าไฟด้วย BTC ได้แบบไร้รอยต่อ นั่นแหละคือชัยชนะที่แท้จริงของ Satoshi ไม่ใช่กราฟ ATH
สำหรับคนไทย ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องเปิดเสรีให้จ่าย BTC ได้ทุกที่พรุ่งนี้ ผมเข้าใจดีว่า ธปท. มีความรับผิดชอบเรื่องเสถียรภาพระบบการเงิน แต่ผมอยากเห็นการ “ออกแบบ Sandbox” ที่กล้ากว่านี้ เร็วกว่านี้ และเปิดให้ผู้ประกอบการไทยทดลองสร้างผลิตภัณฑ์แบบ EPOS Crypto Card ได้บ้าง ไม่ใช่เพื่อ “เก็งกำไร” แต่เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเครื่องมือการเงินที่โลกใช้กันแล้ว
ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ ในขณะที่เราเถียงกันอยู่ว่า Bitcoin จะถึง $100,000 หรือ $200,000 ก่อน ญี่ปุ่นไม่สนใจตัวเลขนั้นเลย เขาแค่เงียบ ๆ สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ “คน” ใช้ Bitcoin จ่ายค่าข้าวได้ และนั่นคือการชนะที่แท้จริง
ในขณะที่ฝั่งตะวันตกกำลังพยายามทำให้ Bitcoin “เหมือนหุ้น” ฝั่งตะวันออกกำลังทำให้ Bitcoin “เหมือนเงิน” และระหว่างทั้งสองทาง ผมเชื่อว่าทางที่สองคือทางที่ Satoshi อยากเห็น
เครดิตภาพจาก @CryptoChartSage
