สรุปข่าว
- ประธานคณะกรรมการธนาคารวุฒิสภา Tim Scott แจ้งว่า CLARITY Act กำลังเข้าสู่ขั้นตอน markup แบบสองพรรคในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยเตรียมขึ้นโหวตในวุฒิสภาเต็มคณะในเร็วๆ นี้
- ร่างกฎหมายนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วด้วยคะแนน 294 ต่อ 134 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 และมีเส้นตายสำคัญในเดือนสิงหาคม 2569 ก่อนปิดสมัยประชุม
- Polymarket ชี้โอกาสที่ร่างกฎหมายจะผ่านในปี 2569 อยู่ที่ 55% หลังมีการประนีประนอมเรื่องผลตอบแทน Stablecoin
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
หาก CLARITY Act ผ่านวุฒิสภาได้สำเร็จ จะเป็นการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดเงินทุนสถาบันที่ยังลังเลอยู่ให้ไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตได้อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับที่ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ $80,000 แล้วในวันเดียวกัน สัญญาณเชิงกฎหมายนี้ยิ่งเสริมแรงขาขึ้นของตลาดในระยะกลาง
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา Tim Scott ประธานคณะกรรมการธนาคารวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้แถลงกับ Fox Business ว่าร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งเป็นกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับสำคัญ กำลังเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอน markup แบบสองพรรคในเดือนพฤษภาคมนี้ โดย Scott ระบุว่าร่างกฎหมายอยู่ใน “เขตแดนสีแดง” (in the red zone) ซึ่งหมายความว่าใกล้ถึงเส้นชัยแล้ว ตามรายงานจาก Crypto Rover Scott ยังกล่าวด้วยว่าการผ่านกฎหมายนี้จะช่วยขจัด “หมอกควันทางกฎหมาย” ที่ยาวนานจนทำให้เงินทุนสถาบันไม่กล้าเข้ามาในตลาดคริปโต ขณะที่ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ $80,000 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาไทย สะท้อนแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นจากโมเมนตัมด้านกฎหมายนี้ด้วย
CLARITY Act คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
CLARITY Act หรือชื่อเต็มว่า Digital Asset Market Clarity Act of 2025 (H.R. 3633) ถูกเสนอโดย French Hill ประธานคณะกรรมการบริการทางการเงินของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้คือการกำหนดขอบเขตอำนาจที่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลสองแห่ง ได้แก่ สำนักงานกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ซึ่งจะได้รับอำนาจดูแลตลาดสปอตสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” และ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ที่ยังคงดูแลสินทรัพย์ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบสัญญาลงทุน
นอกจากนี้ร่างกฎหมายยังมีบทบัญญัติที่สำคัญอีกหลายข้อ เช่น การกำหนดให้กระดานเทรดคริปโตต้องแยกทรัพย์สินลูกค้าออกจากทรัพย์สินบริษัทอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาแบบที่เกิดขึ้นกับ FTX และการยกเลิก Staff Accounting Bulletin (SAB 121) ของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ที่บังคับให้ธนาคารต้องบันทึกสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าเป็นหนี้สินในงบดุล ซึ่งทำให้การรับฝากคริปโตมีต้นทุนสูงเกินไปสำหรับธนาคาร ร่างกฎหมายนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียง 294 ต่อ 134 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ก่อนส่งต่อไปยังวุฒิสภา
เส้นทางข้างหน้าและอุปสรรคที่ยังเหลืออยู่
แม้จะมีสัญญาณบวกจากประธานคณะกรรมการวุฒิสภา แต่เส้นทางสู่การผ่านกฎหมายยังไม่ราบรื่นทั้งหมด ประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือเรื่องผลตอบแทน Stablecoin โดยอุตสาหกรรมธนาคารสหรัฐฯ ต้องการห้ามไม่ให้แพลตฟอร์มคริปโตจ่ายดอกเบี้ยสำหรับการถือ Stablecoin เพราะมองว่าเป็นการแข่งขันกับเงินฝากธนาคาร อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 สมาชิกวุฒิสภา Thom Tillis และ Angela Alsobrooks ได้เผยแพร่ภาษาประนีประนอมใหม่ที่ห้ามเฉพาะรางวัลที่เทียบเท่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารโดยตรง แต่เปิดทางให้รางวัลที่ผูกกับ “กิจกรรมที่แท้จริง” หรือการทำธุรกรรมได้
สมาชิกวุฒิสภา Cynthia Lummis และ Bernie Moreno ต่างเน้นย้ำว่าปี 2569 เป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่แคบมาก เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และทำเนียบขาวอยู่ในแนวทางเดียวกันในเรื่องคริปโต หากพลาดเส้นตายเดือนสิงหาคมก่อนปิดสมัยประชุม นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่าอาจต้องรอถึงปี 2573 กว่าจะได้โอกาสอีกครั้ง ขณะที่ Polymarket แสดงโอกาสที่ร่างกฎหมายจะผ่านในปี 2569 ที่ 55% ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 หลังการเผยแพร่ภาษาประนีประนอมเรื่อง Stablecoin
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานความเคลื่อนไหวของ CLARITY Act อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ การประนีประนอมเรื่องผลตอบแทน Stablecoin ไปจนถึง โอกาสบน Polymarket ที่เคยพุ่งถึง 69% และ คำเตือนของวุฒิสมาชิกว่าต้องผ่านก่อนสิ้นพฤษภาคม
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าโมเมนตัมของ CLARITY Act ตอนนี้ดูดีที่สุดตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว การที่ประธานคณะกรรมการวุฒิสภาออกมาพูดเองว่า “in the red zone” ไม่ใช่แค่คำพูดเล่นๆ และการที่ Bitcoin ทะลุ $80,000 พร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกันก็บอกว่าตลาดเริ่มกำหนดราคารับกฎหมายนี้เข้าไปแล้วบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือการโหวต markup ในสัปดาห์ของวันที่ 11 พฤษภาคม ถ้ามีการเลื่อนออกไปอีกหรือมีพรรครีพับลิกันบางส่วนออกมาต้านเรื่องการโปรโมตเหรียญคริปโตของ Trump เหมือนที่เคยเกิดขึ้น ก็อาจทำให้โอกาสผ่านลดลงได้อีก เส้นตายสิงหาคมไม่ใช่แค่ตัวเลขในปฏิทิน แต่คือขีดจำกัดจริงๆ ของโอกาสนี้
ที่มา: @cryptorover
เครดิตภาพจาก @MariaGorri10272

