bitkub-banner

สมาคมธนาคารสหรัฐฯ จี้สภาแก้ CLARITY Act ปิดช่องดอกเบี้ย Stablecoin

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กลุ่มสมาคมธนาคารสหรัฐฯ 5 แห่งออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 ระบุว่าข้อบัญญัติเรื่องดอกเบี้ย Stablecoin ใน CLARITY Act “ยังไม่เพียงพอ” ต่อการห้ามแบบเบ็ดเสร็จ
  • กลุ่มธนาคารเตรียมเสนอแก้ไขเพิ่มเติมให้กับสมาชิกวุฒิสภาในอีกไม่กี่วัน ก่อนที่คณะกรรมการวุฒิสภาจะเริ่มพิจารณาร่างกฎหมายช่วงสัปดาห์ที่ 11 พ.ค. นี้
  • ความขัดแย้งนี้อาจทำให้กระบวนการผ่านร่าง CLARITY Act ล่าช้าออกไป แม้ภาคคริปโตอย่าง Coinbase และ Circle จะแสดงจุดยืนสนับสนุนร่างประนีประนอมที่มีอยู่แล้วก็ตาม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

การล็อบบี้ของกลุ่มธนาคารในช่วงนี้เป็นเพียงขั้นตอนปกติของกระบวนการนิติบัญญัติ ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อราคาตลาดคริปโตในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากการแก้ไขที่กลุ่มธนาคารเสนอทำให้ร่างกฎหมายเข้มงวดขึ้นมากจนกระทบโมเดลธุรกิจของผู้ออก Stablecoin รายใหญ่ ก็อาจส่งผลเชิงลบต่อ USDT และ USDC ในระยะกลาง

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 กลุ่มสมาคมธนาคารชั้นนำของสหรัฐฯ 5 แห่ง ได้แก่ American Bankers Association, Bank Policy Institute, Consumer Bankers Association, Financial Services Forum และ Independent Community Bankers of America ได้ออกแถลงการณ์ร่วมชี้ว่าข้อบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยและผลตอบแทน (yield) จาก Stablecoin ที่อยู่ในร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act หรือ CLARITY Act นั้น “ยังไม่เพียงพอ” ต่อการห้ามแบบเบ็ดเสร็จ ตามรายงานจาก Cointelegraph กลุ่มสมาคมธนาคารดังกล่าวระบุว่าแม้จะชื่นชมความพยายามของวุฒิสมาชิก Thom Tillis และ Angela Alsobrooks ในการหาจุดประนีประนอม แต่ยังคงมีช่องโหว่ที่ต้องอุดให้แน่นกว่านี้ และกลุ่มธนาคารเตรียมเสนอแก้ไขเพิ่มเติมให้กับสมาชิกรัฐสภาในอีกไม่กี่วัน

จุดกังวลของกลุ่มธนาคาร ดอกเบี้ย Stablecoin คือภัยต่อระบบเงินฝาก

ประเด็นหลักที่กลุ่มธนาคารกังวลคือความเป็นไปได้ที่ผู้ออก Stablecoin จะหาช่องทางจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือผ่านบุคคลที่สาม ซึ่งข้อความในร่าง CLARITY Act ฉบับประนีประนอมที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมนั้นห้ามการให้ผลตอบแทนที่ “มีลักษณะเทียบเท่าดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร” แต่ยังเปิดช่องให้สำหรับโปรแกรมรางวัลที่ผูกกับกิจกรรมจริง เช่น การให้สภาพคล่องสำหรับ Market Making หรือการวาง Collateral เพื่อเทรด รวมถึงการ Staking

กลุ่มธนาคารมองว่าช่องว่างเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เพื่อดึงเงินออกจากระบบธนาคารดั้งเดิมในระยะยาว ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการปล่อยสินเชื่อและเสถียรภาพทางการเงินโดยรวม ทั้งนี้ รายงานของคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาว (CEA) เมื่อเดือนเมษายน 2569 ประเมินว่าการห้ามดอกเบี้ย Stablecoin จะเพิ่มการปล่อยสินเชื่อได้เพียง $2.1 พันล้าน หรือคิดเป็นเพียง 0.02% ซึ่งกลุ่มธนาคารวิจารณ์ว่าการวิเคราะห์ดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ที่ Stablecoin แบบให้ดอกเบี้ยจะเติบโตขึ้นในอนาคต

ภาคคริปโตสนับสนุนร่างประนีประนอม แต่กฎหมายยังต้องผ่านด่านสำคัญ

ในขณะที่กลุ่มธนาคารกดดันให้แก้ไขเพิ่มเติม ฝั่งภาคคริปโตกลับเดินหน้าสนับสนุนร่างที่มีอยู่ ทั้ง Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ที่เคยคัดค้านร่างนี้มาก่อนในเดือนมกราคม 2569 ปัจจุบันหันมาแสดงจุดยืนสนับสนุนให้ผลักดันร่างเข้าสู่กระบวนการพิจารณา และ Dante Disparte ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ Circle ผู้ออก USDC ก็ออกมาสนับสนุนการประนีประนอมครั้งนี้ในวันเดียวกัน

ขั้นตอนต่อไปที่ต้องจับตาคือการประชุมพิจารณาร่าง CLARITY Act ของคณะกรรมการวุฒิสภาด้านการธนาคาร ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นได้เร็วที่สุดในสัปดาห์ที่ 11 พ.ค. 2569 ผลลัพธ์ของการล็อบบี้รอบนี้จากกลุ่มธนาคารจะชี้ให้เห็นว่าร่างกฎหมายฉบับสุดท้ายจะออกมาในทิศทางใด ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทรัมป์พร้อมเซ็น CLARITY Act ทันที แต่กฎหมายยังค้างวุฒิสภา และ Tim Scott คาด CLARITY Act ใกล้สรุป จ่อโหวตวุฒิสภา พ.ค. 2569


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่กลุ่มสมาคมธนาคารใหญ่ถึง 5 แห่งออกมาพร้อมกันในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการพิจารณาในวุฒิสภา ถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่หนักแน่น ไม่ใช่แค่การโต้แย้งทางเทคนิค ความน่ากังวลคือถ้าการแก้ไขที่กลุ่มธนาคารเสนอได้รับการตอบรับ ก็อาจทำให้โมเดลธุรกิจของ Stablecoin ที่มีฟีเจอร์ให้ผลตอบแทนถูกปิดประตูอย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนา DeFi ในระยะยาวมากกว่าที่คิด น่าจับตาดูว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการปรับถ้อยคำในร่างกฎหมายออกมาหรือไม่ หลังกลุ่มธนาคารยื่นข้อเสนอแก้ไขอย่างเป็นทางการ

ที่มา: @Cointelegraph

ภาพจาก AI