สรุปข่าว
- เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2569 Ondo Finance, Kinexys ของ J.P. Morgan, Mastercard และ Ripple ดำเนินการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบเกือบเรียลไทม์ด้วยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถูกทำให้เป็นโทเค็นบน XRP Ledger สำเร็จ
- กระบวนการนี้ Ripple ไถ่ถอน OUSG บน XRPL, Mastercard ส่งคำสั่งชำระเงินผ่านเครือข่าย Multi-Token, และ Kinexys ของ J.P. Morgan โอนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปยังบัญชีธนาคารของ Ripple ในสิงคโปร์
- เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าบล็อกเชนสาธารณะอย่าง XRP Ledger สามารถทำงานร่วมกับระบบธนาคารแบบดั้งเดิมได้จริง และมูลค่าพันธบัตรโทเค็นบน XRPL เพิ่งแตะ 418 ล้านดอลลาร์ในช่วงปีที่ผ่านมา
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง J.P. Morgan และ Mastercard เลือกใช้ XRP Ledger เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชำระเงินจริง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อ XRP โดยตรง ยิ่งกว่านั้นยังช่วยตอกย้ำการนำบล็อกเชนสาธารณะมาใช้ในระบบการเงินแบบดั้งเดิม ซึ่งหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันในระยะยาว
วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำบล็อกเชนมาใช้งานจริงในระบบการเงินโลก ตามรายงานจาก Cointelegraph Ondo Finance ร่วมกับ Kinexys หน่วยธุรกิจบล็อกเชนของ J.P. Morgan, Mastercard และ Ripple ได้ดำเนินการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบเกือบเรียลไทม์ด้วยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถูกทำให้เป็นโทเค็น (OUSG) บน XRP Ledger สำเร็จเป็นครั้งแรก การทดสอบนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าบล็อกเชนสาธารณะสามารถทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานธนาคารแบบดั้งเดิมได้อย่างไร้รอยต่อ ปัจจุบัน XRP เคลื่อนไหวอยู่ที่ราคา $1.43 บวกขึ้นราว 1.79% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กลไกเบื้องหลังการชำระเงินครั้งประวัติศาสตร์
กระบวนการทั้งหมดทำงานโดยเชื่อมต่อหลายระบบเข้าด้วยกัน เริ่มต้นจาก Ripple ที่ทำการไถ่ถอนส่วนหนึ่งของ OUSG ซึ่งเป็นกองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นในรูปแบบโทเค็นที่วางอยู่บน XRP Ledger จากนั้น Ondo Finance ประมวลผลคำขอไถ่ถอนดังกล่าว ขณะที่เครือข่าย Multi-Token Network ของ Mastercard ทำหน้าที่ส่งคำสั่งชำระเงินสกุลเงินเฟียตต่อไปยัง Kinexys ของ J.P. Morgan และในขั้นสุดท้าย J.P. Morgan โอนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าบัญชีธนาคารของ Ripple ในสิงคโปร์จริง ทำให้วงจรชำระเงินครบสมบูรณ์แบบเกือบเรียลไทม์
สิ่งที่น่าสนใจคือ XRP Ledger เป็นบล็อกเชนสาธารณะแบบไม่ได้รับอนุญาต (permissionless) ที่มีค่าธรรมเนียมธุรกรรมต่ำเพียงประมาณ 0.0002 ดอลลาร์ ความเร็วในการยืนยันธุรกรรม 3-5 วินาที และรองรับได้ถึง 1,500 ธุรกรรมต่อวินาที ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้มันเหมาะสำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนระดับสถาบันเป็นอย่างมาก
บริบทที่ทำให้ความร่วมมือนี้มีความหมาย
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า RWA โทเค็นทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่รายย่อยถูกกันออกจากระบบทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดสินทรัพย์โทเค็นกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วแต่ยังจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มสถาบัน การชำระเงินครั้งนี้สอดคล้องกับภาพใหญ่ดังกล่าว โดยมูลค่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถูกทำให้เป็นโทเค็นบน XRP Ledger เพิ่งแตะ 418 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าในช่วงปีที่ผ่านมา
ความร่วมมือนี้ยังต่อยอดจากพื้นฐานที่วางไว้ก่อนหน้า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 Ripple และ Ondo Finance ได้ประกาศความร่วมมือเพื่อนำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในรูปแบบโทเค็นมาสู่ XRPL และในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน Ondo ได้เปิดให้ผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสมัครและไถ่ถอน OUSG บน XRPL ตลอด 24 ชั่วโมงได้ผ่าน RLUSD การทดสอบครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ว่าระบบดังกล่าวพร้อมใช้งานจริงในระดับธนาคารระดับโลก
ผลที่อาจตามมาในระยะข้างหน้า
Brad Garlinghouse ซีอีโอของ Ripple เคยระบุในเดือนเมษายน 2569 ว่า Ripple Treasury ประมวลผลการชำระเงินมูลค่ากว่า 13 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และคาดว่าราว 30% ของปริมาณนั้นอาจย้ายมาอยู่บนบล็อกเชนภายในห้าปี หากการคาดการณ์นั้นเป็นจริง มูลค่าธุรกรรมที่จะไหลเข้ามาบน XRP Ledger จะมหาศาลมาก การชำระเงินครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เส้นทางนั้นดูเป็นรูปธรรมมากขึ้น สำหรับนักลงทุนที่ติดตาม XRP การที่สถาบันใหญ่ระดับ J.P. Morgan และ Mastercard เลือกใช้ XRPL โดยตรงถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่ข่าวพีอาร์ แต่เป็นการพิสูจน์จริงที่ทำให้เห็นว่า XRP Ledger ไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎี มันทำงานได้จริงในบริบทของสถาบันการเงินระดับโลก ที่น่าสังเกตคือ J.P. Morgan และ Mastercard ซึ่งเคยเป็นตัวแทนของระบบการเงินแบบดั้งเดิม กลับมาร่วมมือกับ Ripple บน XRP Ledger ซึ่งเคยถูกมองด้วยความสงสัย แน่นอนว่ายังต้องจับตาดูว่าการชำระเงินในระดับ “ทดสอบ” นี้จะขยายสู่การใช้งานจริงในวงกว้างได้เร็วแค่ไหน และมูลค่าที่แท้จริงของธุรกรรมในการทดสอบครั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขาดหายไปและน่าจะช่วยให้ประเมินความสำคัญได้ชัดเจนขึ้น
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI

