bitkub-banner

หนี้โลกแตะ $353 ล้านล้าน นักลงทุนเริ่มลดถือพันธบัตรสหรัฐฯ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) รายงานเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2569 ว่าหนี้รวมทั่วโลกพุ่งทำสถิติสูงสุดที่เกือบ 353 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569
  • หนี้เพิ่มขึ้นกว่า 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว ซึ่งเร็วที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2568 โดยมีแรงหนุนหลักจากการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ และหนี้บริษัทจีน
  • IIF พบสัญญาณเริ่มต้นของนักลงทุนที่หันไปสนใจพันธบัตรญี่ปุ่นและยุโรปมากขึ้น แม้รายงาน HSBC ชี้ยังไม่มีการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

ระดับหนี้ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์มักเป็นปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวสำหรับสินทรัพย์ที่มีจำกัด เช่น Bitcoin และทองคำ เนื่องจากนักลงทุนต้องการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและค่าเงินที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในระยะสั้นต่อราคาคริปโตยังไม่ชัดเจน เพราะนี่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว ไม่ใช่ตัวเร่งราคาโดยตรง

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2569 สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (Institute of International Finance หรือ IIF) เผยแพร่รายงาน Global Debt Monitor ฉบับล่าสุด โดยระบุว่าหนี้รวมทั่วโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เกือบ 353 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph รายงานดังกล่าวยังพบว่าหนี้โลกเพิ่มขึ้นกว่า 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีนี้เพียงไตรมาสเดียว ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2568 และยังเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน นอกจากนี้ยังมีสัญญาณเริ่มต้นที่นักลงทุนบางส่วนเริ่มกระจายพอร์ตออกไปยังพันธบัตรของญี่ปุ่นและยุโรปมากขึ้น

สหรัฐฯ และจีนคือตัวการหลักที่ดันหนี้โลกพุ่ง

IIF ระบุว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้ในไตรมาสนี้มีแรงขับหลักสองทาง ทางแรกคือการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้น และทางที่สองคือหนี้ภาคเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินในจีน โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทรัฐวิสาหกิจที่กู้ยืมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว Emre Tiftik ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดโลกและนโยบายของ IIF ระบุว่าแนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางหนี้ที่แตกต่างกันระหว่างประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจจัดสรรพอร์ตของนักลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ IIF ยังเตือนว่าปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายอย่างจะยังคงกดดันให้หนี้โลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะกลางและยาว ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมและความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มทำให้แรงกดดันเหล่านี้รุนแรงขึ้นอีก

นักลงทุนหันหาพันธบัตรยุโรปและญี่ปุ่น แต่ยังไม่ทิ้งดอลลาร์

แม้ IIF จะระบุถึงสัญญาณเริ่มต้นของการกระจายพอร์ตออกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ภาพรวมยังไม่ได้น่าตกใจ เพราะรายงานอีกฉบับจาก HSBC Reserve Management Trends 2026 ที่เผยแพร่ในวันเดียวกัน พบว่า 80% ของผู้จัดการกองทุนยังมองว่าดอลลาร์สหรัฐฯ คือสกุลเงินที่ปลอดภัยที่สุด และมีผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งที่ระบุว่าตั้งใจจะเพิ่มการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ มากกว่าลดในปีหน้า

ด้าน Emre Tiftik กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่มีความเสี่ยงเฉียบพลันต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ แต่การคาดการณ์ระยะยาวชี้ให้เห็นว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ กำลังเดินบนเส้นทางที่ยั่งยืนไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่นักลงทุนระดับสถาบันทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ผลกระทบต่อสินทรัพย์ทางเลือกในระยะยาว

จากมุมมองเศรษฐศาสตร์มหภาค ระดับหนี้ที่พุ่งสูงมักเปิดทางให้ธนาคารกลางต้องพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งในอดีตเคยเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัว เช่น ทองคำและ Bitcoin ที่มีอุปทานจำกัด ในบริบทนี้ หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่ปิดไตรมาส 4 ปี 2568 ที่กว่า 38.5 ล้านล้านดอลลาร์และยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ย่อมเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อเรื่องเล่าของ Bitcoin ในฐานะที่เก็บมูลค่าระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงระหว่างหนี้โลกที่สูงขึ้นกับการไหลของเงินเข้าคริปโตเป็นกระบวนการระยะยาว ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีในวันเดียว


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลข 353 ล้านล้านดอลลาร์นี้ใหญ่มากจนยากจะจินตนาการ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคืออัตราการเพิ่มขึ้น ที่บวก 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว เร็วที่สุดในรอบเกือบปี สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะตอบสนองอย่างไร ถ้าดอกเบี้ยยังสูงและรัฐบาลยังกู้เพิ่ม ภาระดอกเบี้ยก็จะกลายเป็นวงจรที่แก้ยาก ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ เราอาจเห็นการอ่อนค่าของเงินกระดาษในระยะยาว และนั่นแหละคือสภาพแวดล้อมที่ Bitcoin มักได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ขอย้ำว่านี่เป็นมุมมองระยะยาว ไม่ใช่สัญญาณว่าราคาจะขึ้นพรุ่งนี้

ที่มา: @Cointelegraph

ภาพจาก AI