bitkub-banner

Bitcoin ไม่ได้ทำมาเพื่อทุกคน อดีตผู้บริหาร Blockstream สวนกระแสตลาดมวลชน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Fernando Nikolić อดีต VP Marketing ของ Blockstream ยืนยันว่า Bitcoin ไม่ได้สร้างมาเพื่อทุกคน แต่สร้างมาเพื่อคนที่ระบบการเงินล้มเหลว
  • ตัวอย่าง El Salvador ที่ใช้ Bitcoin เป็นเงินถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 2021 มีคนใช้จริงแค่ 7.5% ในปี 2025 และต้องแก้กฎหมายให้ร้านค้าเลือกรับได้
  • ไทยมี PromptPay ทะลุ 90 ล้านบัญชี ทำธุรกรรม 74 ล้านครั้งต่อวัน คำถามคือ Bitcoin จะแก้ปัญหาอะไรในชีวิตคนไทยที่ PromptPay ยังแก้ไม่ได้

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  NEUTRAL

ข่าวนี้เป็น neutral เพราะวิทยานิพนธ์ของ Nikolić ไม่ได้บอกว่า Bitcoin ราคาจะร่วง แต่ท้าทาย narrative การเติบโตของราคาจาก mass adoption สำหรับนักลงทุนที่ถือ Bitcoin เป็น store of value ยังคงเป็นบวก แต่สำหรับคนที่เดิมพันกับฝันการใช้งานทั่วโลกถือเป็นการเตือนให้ทบทวนสมมติฐานพื้นฐาน

เป็นเวลากว่า 15 ปีที่นักลงทุน Bitcoin สายแข็ง หรือที่เรียกกันว่า Bitcoin Maximalist ทั่วโลก ขายฝันเดียวกันมาตลอด นั่นคือฝันที่ว่า สักวันหนึ่งคุณยายของคุณจะซื้อกาแฟด้วย Lightning Network ฝันที่ว่าทั้งโลกจะ “ตื่นรู้” และหันมาใช้ Bitcoin แทนเงินสกุลของประเทศตัวเอง ฝันที่เรียกกันว่า “hyperbitcoinization” ตามที่ Michael Saylor ป่าวประกาศไว้ว่า Bitcoin จะแตะ $1 ล้านในปี 2033 และ $21 ล้านในปี 2046

แต่แล้ว Bitcoiner รุ่นใหญ่คนหนึ่งกลับลุกขึ้นมาพูดในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูด นั่นคือคำพูดที่ว่า “Bitcoin ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทุกคน” และความฝันเรื่อง “orange-pill คุณยาย” นั้น ตายไปแล้ว ที่น่าสนใจคือคำพูดนี้ไม่ได้มาจากคนเกลียด Bitcoin แต่มาจากอดีตผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ Blockstream หนึ่งในบริษัทที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา Bitcoin มากที่สุด

Fernando Nikolić ผู้นอกรีตจากในวงการ

Fernando Nikolić ผู้นอกรีตจากในวงการ
ภาพจาก AI

Fernando Nikolić ไม่ใช่คนนอก เขาคืออดีต VP of Marketing & Communications ของ Blockstream บริษัทที่ก่อตั้งโดย Adam Back และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา Lightning Network เขาเติบโตในอาร์เจนตินาในช่วงที่เศรษฐกิจล่มสลาย ค่าเงินเปโซพังพินาศ และนั่นคือเหตุผลที่เขามาเจอ Bitcoin ไม่ใช่เพราะอยากรวย แต่เพราะ “ต้องใช้มัน”

ในเดือนกรกฎาคม 2023 Nikolić เขียนบทความใน Bitcoin Magazine ชื่อ “To Drive Meaningful Adoption, We Should Accept That Bitcoin Is Not For Everyone” และไปออกพอดแคสต์ของ Stephan Livera ตอนที่ 496 เพื่อย้ำแนวคิดเดียวกัน นั่นคือ Bitcoin ไม่ได้สร้างมาเพื่อทุกคน แต่สร้างมาเพื่อ “คนที่อยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้” เช่น คนในประเทศที่เผชิญเงินเฟ้อรุนแรง คนที่โดนรัฐบาลควบคุมเงินทุน คนที่ถูกเซ็นเซอร์ทางการเงิน หรือคนที่ระบบธนาคารล้มเหลว

เขาเสนอว่า ชุมชน Bitcoin ควรหยุดเสียเวลาไปกับการพยายาม “orange-pill” คนที่มีชีวิตสะดวกสบายอยู่แล้ว และหันไปโฟกัสกับกลุ่มคนที่พร้อมจะรับฟังเพราะชีวิตของพวกเขาบีบบังคับให้ต้องหาทางออก ในเดือนสิงหาคม 2025 Nikolić ลาออกจาก Blockstream เพื่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Perception แพลตฟอร์มวิเคราะห์ narrative ของ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งทำให้แนวคิดของเขายิ่งมีน้ำหนัก เพราะตอนนี้เขาพูดในฐานะคนที่ศึกษาเรื่อง narrative อย่างจริงจัง

ฝันของ Saylor กับความเป็นจริงของ El Salvador

ฝันของ Saylor กับความเป็นจริงของ El Salvador
ภาพจาก AI

ทุกครั้งที่ Michael Saylor ขึ้นเวที เขาวาดภาพ Bitcoin ในฐานะ “digital capital” รากฐานของระบบการเงินใหม่ทั้งหมด เขาคาดการณ์ Bitcoin จะถึง $1 ล้านในปี 2033 และจะกลายเป็นสินทรัพย์สำรองหลักของโลก แต่ทฤษฎีนี้มีสมมติฐานที่ซ่อนอยู่ นั่นคือ ทั้งโลกจะต้องเข้ามาใช้ Bitcoin ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าไม่มี mass adoption ราคาก็ขึ้นไม่ได้ตามที่คาด

แต่หลักฐานในโลกจริงกำลังพูดอีกแบบ ลองดู El Salvador ประเทศแรกของโลกที่ประกาศให้ Bitcoin เป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2021 ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Nayib Bukele และการสนับสนุนของ Jack Mallers แห่ง Strike ฝันคือชาว Salvador จะใช้ Bitcoin ผ่าน Lightning Network ในชีวิตประจำวัน

ผ่านมา 4 ปี ตัวเลข ณ ปลายปี 2025 บอกว่ามีชาว Salvador เพียง 7.5% เท่านั้นที่ใช้ Bitcoin ในการทำธุรกรรมจริง ที่เหลือยังคงใช้ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามปกติ และในปี 2025 เอง รัฐบาล El Salvador ก็ต้องยอมแก้กฎหมายภายใต้แรงกดดันของ IMF ทำให้การรับ Bitcoin เป็น “ตัวเลือก” สำหรับร้านค้า ไม่ใช่การบังคับอีกต่อไป นิตยสาร The Economist รายงานในเดือนมีนาคม 2025 ว่า การทดลอง Bitcoin ของ El Salvador คือ “ความล้มเหลว” ที่สร้างต้นทุนมากกว่าผลประโยชน์

คำถามคือ ถ้า El Salvador ประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่มีบัญชีธนาคาร ยังเลือกดอลลาร์มากกว่า Bitcoin แล้วประเทศที่ระบบการเงินทำงานดีอยู่แล้วอย่างไทย จะมีเหตุผลอะไรที่คนจะหันมาใช้ Bitcoin เพื่อจ่ายค่ากาแฟ?

PromptPay ฆ่าฝัน Lightning Network ในไทยตั้งแต่ยังไม่เกิด

PromptPay ฆ่าฝัน Lightning Network ในไทยตั้งแต่ยังไม่เกิด
ภาพจาก AI

นี่คือจุดที่บทความนี้บีบหัวใจคนไทยที่ฝันเรื่อง mass adoption ที่สุด ลองดูตัวเลข PromptPay ระบบชำระเงินดิจิทัลของไทยที่เปิดตัวโดยธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2016

  • จำนวนการลงทะเบียน PromptPay ทะลุ 90 ล้านเลขหมาย ณ มกราคม 2026
  • ประมวลผลธุรกรรมมากกว่า 74 ล้านรายการต่อวัน
  • ปี 2024 มีธุรกรรมรวมประมาณ 24,300 ล้านรายการ
  • ประมาณ 80% ของผู้ใช้ในไทยใช้ PromptPay และร้านค้าในเมืองรับ PromptPay มากกว่า 70%
  • คนไทย 88% ชอบร้านที่รับ instant payment มากกว่าบัตรเครดิตแบบเดิม

ตัวเลขเหล่านี้พูดอะไรกับเรา? คือไทยมีระบบชำระเงินดิจิทัลที่ดีที่สุดระบบหนึ่งของโลก ใช้ฟรี โอนทันที สแกน QR ได้ทุกร้าน รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยรองรับเต็มที่ คำถามที่ Bitcoin Maximalist ต้องตอบให้ได้คือ Bitcoin จะแก้ปัญหาอะไรในชีวิตคนไทยที่ PromptPay ยังแก้ไม่ได้?

คำตอบสำหรับคนส่วนใหญ่คือ “ไม่มี” ตามวิทยานิพนธ์ของ Nikolić ไทยไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของ Bitcoin ตั้งแต่แรก เราไม่ใช่อาร์เจนตินาที่เงินเฟ้อทะลุ 100% เราไม่ใช่เลบานอนที่ธนาคารปิดไม่ให้ถอนเงิน เราไม่ใช่ไนจีเรียที่รัฐบาลห้ามใช้ดอลลาร์ Bitcoin สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ จึงไม่ใช่ “เครื่องมือเอาตัวรอด” แต่เป็น “สินทรัพย์เก็งกำไร” เท่านั้น และนั่นคือความจริงที่ไม่มีใครอยากพูด

วิสัยทัศน์ของ Hal Finney ที่ Maximalist พยายามลืม

วิสัยทัศน์ของ Hal Finney ที่ Maximalist พยายามลืม
ภาพจาก AI

สิ่งที่น่าตลกร้ายคือ แนวคิดของ Nikolić ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันสะท้อนสิ่งที่ Hal Finney ผู้รับธุรกรรม Bitcoin ครั้งแรกจาก Satoshi Nakamoto เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2009 เคยเขียนไว้ในฟอรั่ม Bitcoin Talk ตั้งแต่ปี 2010

Finney มองว่า Bitcoin คือ “high-powered money” ที่ทำหน้าที่เป็นเงินสำรองของธนาคาร และเขาคาดการณ์ด้วยซ้ำว่า “ธุรกรรม Bitcoin ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นระหว่างธนาคาร เพื่อชำระยอดสุทธิ ส่วนธุรกรรมส่วนตัวของบุคคลจะเป็นเรื่องที่หาได้ยาก” กล่าวคือ Finney เห็นภาพ Bitcoin เป็นชั้น settlement ของธนาคาร ไม่ใช่เครื่องมือซื้อกาแฟของคุณยาย ตั้งแต่ปีแรก ๆ ของ Bitcoin แล้ว

สิ่งที่ Nikolić กำลังพูดในปี 2023 และ 2025 จริง ๆ แล้วคือการกลับไปสู่รากของ Bitcoin ตามที่ Finney มอง คือ Bitcoin ทำงานได้ดีที่สุดในฐานะ store of value และ settlement asset ไม่ใช่ medium of exchange สำหรับทุกคน วิวัฒนาการของเงินตามตำราเศรษฐศาสตร์ มันจะเริ่มจาก collectible แล้วเป็น store of value ตามด้วย medium of exchange และสุดท้ายคือ unit of account ใช้เวลาหลายสิบปี ไม่ใช่ปุบปับ

การตลาด Bitcoin ตลอด 15 ปีอาจตั้งอยู่บนคำโกหก

การตลาด Bitcoin ตลอด 15 ปีอาจตั้งอยู่บนคำโกหก
ภาพจาก AI

นี่คือจุดที่เผ็ดที่สุดของวิทยานิพนธ์ Nikolić ถ้า Bitcoin ไม่ได้สร้างมาเพื่อทุกคน คำพูดทั้งหมดที่ influencer สาย Bitcoin พูดมาตลอด 15 ปี เช่น “Bitcoin จะแทนที่ดอลลาร์” “ทุกคนต้องถือ Bitcoin” “ปีหน้า Bitcoin จะถึง $1 ล้านเพราะ mass adoption” คือคำพูดที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์จริงของ Bitcoin

ที่น่าสนใจคือ Lightning Network ในปี 2025 ก็เริ่มเดินตามแนวทางที่ Nikolić บอก ตัวเลขเดือนพฤศจิกายน 2025 แสดงให้เห็นว่า Lightning Network ประมวลผลธุรกรรมมูลค่ารวมประมาณ 1,170 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน จากธุรกรรม 5.22 ล้านรายการ แต่ค่าเฉลี่ยต่อธุรกรรมอยู่ที่ 223 ดอลลาร์ ซึ่งไม่ใช่จำนวนเล็ก ๆ แบบ “ซื้อกาแฟ” แต่เป็นการใช้สำหรับยอดเงินที่ใหญ่กว่านั้น และผู้ใช้หลักก็คือกระดานเทรดและธุรกิจ ไม่ใช่คุณยายที่ไหน

แม้แต่ Square ของ Jack Dorsey ที่เริ่มเปิด Bitcoin payment ให้ร้านค้าเล็กในสหรัฐฯ ตั้งแต่ 30 มีนาคม 2026 ก็ยังตั้งค่าให้ “ชำระยอดเป็นดอลลาร์อัตโนมัติ” สำหรับร้านค้า กล่าวคือ Bitcoin ทำหน้าที่เป็นทางเดินของเงิน (rails) แต่หน่วยที่ร้านค้ารับจริงคือดอลลาร์ ไม่ใช่ Bitcoin นี่คือสัญญาณว่าแม้แต่บริษัทที่ลงทุนกับ Bitcoin มากที่สุดก็ยังไม่กล้าเดิมพันว่าคนจะใช้ Bitcoin เป็นหน่วยบัญชี

นักเทรดไทยกับฝัน $1 ล้านที่ต้องคิดใหม่

คำถามที่นักเทรดไทยต้องถามตัวเอง คือ ถ้า Bitcoin ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคนไทยตั้งแต่แรก แล้วฝัน Bitcoin ถึง $1 ล้านที่นักเทรดวิ่งไล่ตามอยู่ทุกวัน มันยังเป็นไปได้อยู่ไหม?

คำตอบไม่ใช่ “ไม่” เสียทีเดียว เพราะวิทยานิพนธ์ของ Nikolić ไม่ได้บอกว่า Bitcoin จะไม่มีค่า เขาแค่บอกว่ากลไกการเติบโตของราคา Bitcoin มันไม่ได้มาจากคุณยายซื้อกาแฟ แต่มาจากกลุ่มคนที่ “จำเป็นต้องใช้” และจากองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้มันเป็น store of value

ลองดูใครซื้อ Bitcoin จริง ๆ ในปี 2024-2025 คำตอบคือ BlackRock, MicroStrategy/Strategy ของ Saylor, กองทุน ETF, รัฐบาลบางประเทศ และนักลงทุนสถาบัน ไม่ใช่คุณยายในเชียงราย กลไกราคามาจาก demand institutional ไม่ใช่ retail adoption ทั่วโลก ดังนั้นถ้านักเทรดไทยอยากเดิมพันกับฝัน $1 ล้าน คุณต้องเดิมพันกับสมมติฐานที่ว่าสถาบันการเงินทั่วโลกจะยังคงสะสม Bitcoin ต่อไป ไม่ใช่กับสมมติฐานที่ว่า “ทั้งโลกจะใช้ Bitcoin”

ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมคิดว่า Nikolić กล้าพูดสิ่งที่ Bitcoin Maximalist ส่วนใหญ่ในไทยและทั่วโลกพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด นั่นคือคำถามที่ว่า ถ้า Bitcoin ดีจริง ทำไม 15 ปีผ่านไป คนส่วนใหญ่ในโลกยังไม่ใช้มันในชีวิตประจำวัน? คำตอบที่ Maximalist ชอบตอบคือ “เพราะคนยังไม่เข้าใจ” หรือ “เพราะรัฐบาลขัดขวาง” แต่ Nikolić ให้คำตอบที่ตรงไปตรงมากว่านั้น คือ “เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการมัน”

มันเจ็บปวด แต่มันคือความจริง ผมใช้ PromptPay ทุกวัน ใช้ฟรี ใช้ทันที ใช้ได้ทุกที่ ถ้ามีใครมาบอกผมว่า “คุณต้องเอา Bitcoin มาจ่ายค่ากาแฟ” ผมคงถามกลับว่า “เพื่ออะไร?” และนี่คือคำถามเดียวกันที่คนไทย 70 ล้านคนถาม ในมุมหนึ่ง Bitcoin ไม่ได้แพ้ PromptPay แต่ Bitcoin ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแข่งกับ PromptPay ตั้งแต่แรก เราเอาเครื่องมือผิดงานมาเทียบกัน

สำหรับคนที่ถือ Bitcoin อยู่ ผมคิดว่าวิทยานิพนธ์ของ Nikolić จริง ๆ แล้วเป็นข่าวดีระยะยาว เพราะมันบีบให้คุณคิดว่าคุณถือ Bitcoin ด้วยเหตุผลอะไรกันแน่ ถ้าคุณถือเพราะเชื่อว่ามันคือ “ทองคำดิจิทัล” ที่จะเป็น store of value ของโลก คุณยังเดินถูกทาง แต่ถ้าคุณถือเพราะเชื่อว่าวันหนึ่งทุกคนทั่วโลกจะใช้มันซื้อข้าว ผมคิดว่าคุณกำลังลงทุนใน narrative ที่อาจไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

คำเตือนสุดท้ายสำหรับนักเทรดไทยที่ไล่ตาม $1M BTC dream คือ อย่าซื้อตามที่ Maximalist บอก ให้ซื้อตามที่คุณวิเคราะห์เอง และให้ระวังว่าผู้ที่ขายฝัน mass adoption ให้คุณ มักเป็นผู้ที่ถือ Bitcoin จำนวนมหาศาลรอให้คุณซื้อต่อในราคาแพงขึ้น สิ่งที่ Nikolić ทำคือเปิดเปลือกการตลาดของวงการ Bitcoin ออกให้เห็นความจริงข้างใน และความจริงนั้นไม่ได้สวยงามเหมือนที่ป้ายโฆษณาเขียนไว้

ภาพจาก AI