bitkub-banner

ค่าธรรมเนียม Bitcoin แพงกว่า Monero 818% แถมโดนสอดส่องทุกธุรกรรม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • ค่าธรรมเนียม Bitcoin อยู่ที่ $0.1094 ต่อธุรกรรม ขณะที่ Monero อยู่ที่ $0.01192 ทำให้ Bitcoin แพงกว่า 818% โดยไม่ได้ privacy กลับมา
  • ผู้ก่อตั้ง Samourai Wallet โดนจำคุก 5 ปีจากการพยายามสร้าง privacy ให้ Bitcoin สะท้อนความเสี่ยงของผู้ใช้ที่ใช้ blockchain แบบเปิด
  • Monero ใช้ ring signatures และ stealth addresses เป็นค่าเริ่มต้น ใกล้เคียงกับ peer-to-peer electronic cash ตาม whitepaper ของ Satoshi มากที่สุด

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  NEUTRAL

บทความนี้เป็น neutral เพราะไม่ได้แนะนำให้ซื้อหรือขายเหรียญใด แต่ตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ว่า Bitcoin ในรูปแบบปัจจุบันยังตอบโจทย์เดิมของ Satoshi หรือไม่ และเปรียบเทียบกับ Monero ในเชิงค่าธรรมเนียมและความเป็นส่วนตัวจากข้อมูล on-chain จริง โดยเน้นให้นักเทรดไทยตระหนักถึงความเสี่ยงของ KYC และการถูกตามรอยธุรกรรม

ในขณะที่นักเทรดไทยกำลังตื่นเต้นกับการที่ Intesa Sanpaolo ธนาคารใหญ่สุดของอิตาลีทุ่มเงิน $235 ล้านซื้อ Bitcoin และทุกคนกำลังลุ้น ETF รอบใหม่ของ Morgan Stanley มีข้อมูลชุดหนึ่งที่แทบไม่มีสำนักข่าวคริปโตไทยเจ้าไหนกล้าพูดถึง นั่นคือตอนนี้การโอน Bitcoin หนึ่งครั้งแพงกว่าการโอน Monero ถึง 818% และคุณยังโดนรัฐบาลทั่วโลกตามรอยธุรกรรมย้อนหลังได้ทุกบาททุกสตางค์

ตัวเลขจากบัญชี Monero Fees ระบุชัดเจน ค่าธรรมเนียมเฉลี่ย Bitcoin อยู่ที่ $0.1094 ต่อธุรกรรม ขณะที่ Monero อยู่ที่ $0.01192 เท่านั้น และที่หนักกว่านั้นคือเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 ค่าธรรมเนียมเฉลี่ย Bitcoin พุ่งไปแตะ $0.4123 ตามข้อมูล YCharts หมายความว่าในวันที่ค่าธรรมเนียมสูง Bitcoin อาจแพงกว่า Monero มากกว่า 30 เท่า โดยที่คุณ ไม่ได้ ความเป็นส่วนตัวกลับมาแม้แต่นิดเดียว

คำถามที่ผู้อ่านควรถามตัวเองคือ ถ้า Bitcoin ถูกออกแบบมาให้เป็น “เงินสดอิเล็กทรอนิกส์แบบ peer-to-peer” ตามที่ Satoshi Nakamoto เขียนไว้ในเอกสาร whitepaper ปี 2008 แล้วทำไมตอนนี้มันถึงกลายเป็นเครื่องมือสอดส่องที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินดิจิทัล?

ตัวเลขที่ Bitcoin Maxi ไม่อยากให้คุณเห็น

ตัวเลขที่ Bitcoin Maxi ไม่อยากให้คุณเห็น
ภาพจาก AI

มาดูกันแบบตรงไปตรงมา หากคุณโอน Bitcoin 100 ครั้งในช่วงราคาปกติ คุณจะจ่ายค่าธรรมเนียมประมาณ $10.94 ส่วนคนที่โอน Monero 100 ครั้งในช่วงเดียวกันจ่ายแค่ $1.19 ฟังดูเหมือนตัวเลขเล็ก แต่สำหรับเครือข่ายที่ Satoshi เคยตั้งใจให้คนซื้อกาแฟด้วยได้ ตัวเลขนี้คือหลักฐานของความล้มเหลว

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ Bitcoin Fee Report ระหว่าง 5 11 พฤษภาคม 2026 ระบุว่าค่าธรรมเนียมกลาง (median) อยู่ที่ 1.0 sat/vB เท่านั้น ในช่วงปกติ แต่พอเครือข่ายแออัด ค่าธรรมเนียมพุ่งทะลุ 3 sat/vB ภายในไม่กี่ชั่วโมง นั่นแปลว่าโครงสร้างค่าธรรมเนียม Bitcoin ถูกออกแบบให้ผันผวนสุดขั้ว ขณะที่ Monero ใช้กลไก dynamic fee ที่ผูกกับ minimum fee rate ของเครือข่าย ทำให้ค่าธรรมเนียมคงที่และคาดเดาได้

กราฟราคา Monero XMR ที่ $388.53 บวก 0.82% ในวันที่ตลาดคริปโตรวมเป็นสีแดง
ภาพจาก: OnChain Terminal (X)

และในวันที่ตลาดคริปโตเป็นสีแดงทั้งกระดาน Monero กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่เหรียญที่ยังบวก ราคา XMR อยู่ที่ $388.53 บวก 0.82% สวนทางกับ Bitcoin ที่ร่วงไปแตะ $77,800 และทำให้ตลาดรวมหายไปเกือบ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ ข้อมูลนี้บอกอะไรเรา? บอกว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังย้ายเงินไปยังเครือข่ายที่รัฐบาลตามไม่ได้ และคนกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจว่า Wall Street จะอนุมัติ ETF กี่ตัว

Bitcoin pseudonymous ไม่ใช่ anonymous และนี่คือกับดักใหญ่

Bitcoin pseudonymous ไม่ใช่ anonymous และนี่คือกับดักใหญ่
ภาพจาก AI

นี่คือความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคริปโตไทย หลายคนยังคิดว่า Bitcoin = ไม่มีตัวตน ความจริงคือ Bitcoin เป็นเพียง pseudonymous หมายความว่า address ของคุณเป็นนามแฝง แต่ทุกธุรกรรมถูกบันทึกถาวรบน blockchain สาธารณะที่ใครก็เห็นได้ตลอดกาล และเมื่อ address ของคุณเชื่อมโยงกับตัวตนจริง ผ่าน KYC ของ Bitkub, Binance หรือ exchange ใดก็ตาม ทุกอย่างที่คุณเคยทำจะถูกย้อนรอยได้

หลักฐานชัดที่สุดคือคดี Silk Road ในเดือนพฤศจิกายน 2020 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ใช้เครื่องมือ Chainalysis ยึด Bitcoin จำนวน 69,370 BTC มูลค่าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ จากธุรกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน และคดี Bitfinex hack ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ที่ Ilya Lichtenstein และ Heather Morgan ถูกจับ พร้อมยึดคืน 94,643 BTC มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะ blockchain ของ Bitcoin บันทึกทุกอย่างไว้ถาวร

Monero ทำงานคนละแบบโดยสิ้นเชิง มันใช้ ring signatures, stealth addresses และ Confidential Transactions ทำให้ธุรกรรมไม่สามารถตามรอยและไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นค่าเริ่มต้น และตามรายงาน CMS Model Analysis ของ KMC75 ที่ K.MirsColl เผยแพร่ การอัปเกรด FCMP++ ที่กำลังตรวจสอบอยู่ในเดือนพฤษภาคม 2026 จะขยาย anonymity set จาก 16 decoys เป็นกว่า 150 ล้าน outputs หรือทั้งประวัติศาสตร์ของ blockchain เลยทีเดียว

รายงาน CMS Model วิเคราะห์ Monero XMR ให้คะแนนรวม 81.2 จาก 100
ภาพจาก: K.MirsColl (X)

รายงานชิ้นนี้ให้คะแนน Monero สูงสุดในด้าน Resilience ที่ 10.0+, Protocol ที่ 9.9 และ Cryptographic Strength ในระดับสูงสุดของอุตสาหกรรม แต่ให้คะแนน Regulatory เพียง 3.0 เพราะถูก exchange ทั่วโลก delist และ ติดข้อจำกัดจาก MiCA ในสหภาพยุโรป นี่คือสิ่งที่นักลงทุนสถาบันมองเห็น แต่นักเทรดรายย่อยไทยถูกทำให้ลืมไป

ถูกจับเพราะประวัติธุรกรรม เรื่องที่ Bitcoin Maxi ไม่อยากพูด

ถูกจับเพราะประวัติธุรกรรม เรื่องที่ Bitcoin Maxi ไม่อยากพูด
ภาพจาก AI

เมษายน 2024 Keonne Rodriguez และ William Lonergan Hill ผู้ก่อตั้ง Samourai Wallet ซึ่งเป็นบริการ mixing บน Bitcoin ถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จับกุม ข้อหาดำเนินธุรกิจโอนเงินโดยไม่มีใบอนุญาตและช่วยฟอกเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ Rodriguez ถูกจับในสหรัฐฯ ส่วน Hill โดนจับที่โปรตุเกส และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2025 Rodriguez เริ่มรับโทษจำคุก 5 ปี หลังจากถูกตัดสินเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2025

ฟังให้ดี ความผิดของพวกเขาคือการพยายามสร้าง privacy ให้กับ Bitcoin โดยที่ตัว Bitcoin เองไม่มี privacy ในตัว นั่นคือบทเรียนสำคัญที่นักเทรดไทยควรจำให้ขึ้นใจ ในขณะที่ Tornado Cash ถูก OFAC sanctions ยกเลิกเมื่อ 21 มีนาคม 2025 แต่ Roman Storm และ Roman Semenov ยังคงถูกตั้งข้อหาฟอกเงินและละเมิด sanctions โดย Storm จะขึ้นศาลในวันที่ 14 กรกฎาคม 2025

คำถามคือ ถ้าคุณใช้ Bitcoin ผ่าน Bitkub วันนี้ ทำ KYC ด้วย NDID ครบทุกขั้นตอน และอีก 3 ปีข้างหน้ารัฐบาลตัดสินใจว่าธุรกรรมหนึ่งของคุณเข้าข่ายต้องสงสัย พวกเขาจะตามรอยย้อนหลังได้หมด เพราะ blockchain ไม่เคยลืมและไม่เคยให้อภัย

Gridex แพลตฟอร์ม swap คริปโตที่เน้นความเป็นส่วนตัว
ภาพจาก: Xfeed24 (X)

เมื่อ exchange เลือกเอาใจรัฐ Monero ก็ยังไม่ตาย

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2024 Binance ประกาศ delist Monero มีผลวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และต่อมาประกาศแปลง XMR คงเหลือเป็น USDC ตั้งแต่กันยายน 2024 ถึงมีนาคม 2025 แรงกดดันจาก FATF Travel Rule ที่บังคับให้ Virtual Asset Service Providers ต้องเก็บข้อมูลผู้ส่งและผู้รับสำหรับธุรกรรมเกิน $1,000 และ MiCA ในสหภาพยุโรปที่ห้าม list crypto-assets ที่มีฟังก์ชัน anonymization ในตัว ทำให้ exchange แบบรวมศูนย์เลือกจะ delist privacy coin ทั้งหมด

แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับสวนทางที่หลายคนคาดไว้ YourFaveBatman ทดสอบ swap ETH 10 เหรียญเป็น XMR ผ่าน aggregator หลายตัว ปรากฏว่า Jumper, 1inch และ Bungee ไม่รองรับ แต่ RocketX มีเส้นทางให้เลือกถึง 8 ทาง พร้อมตัวเลือก walletless และ rails สำหรับ Zcash ด้วย

หน้าจอ RocketX แสดงเส้นทาง swap ETH เป็น Monero ผ่าน privacy routes หลายช่องทาง
ภาพจาก: YourFaveBatman (X)

นี่คือสิ่งที่อุตสาหกรรมไม่อยากพูด เมื่อ exchange แบบรวมศูนย์เลือกข้างรัฐบาล ตลาด P2P และ DEX สำหรับ privacy coin ก็โตขึ้นเอง เพราะความต้องการของผู้ใช้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวยังคงอยู่ และไม่หายไปไหน

นักเทรดไทยบน Bitkub โดน KYC เต็มขั้น แต่กลับไม่ตั้งคำถาม

นักเทรดไทยบน Bitkub โดน KYC เต็มขั้น แต่กลับไม่ตั้งคำถาม
ภาพจาก AI

ผู้ใช้ Bitkub คนไทยทุกคนต้องผ่าน KYC ระดับ 1 ด้วย NDID ตั้งแต่ 15 กันยายน 2023 ต้องส่งข้อมูลส่วนบุคคล ที่อยู่ แหล่งที่มาของเงิน ทำแบบทดสอบความเหมาะสม ส่งรูปบัตรประชาชน และสแกนใบหน้า ทุกธุรกรรมที่คุณทำบน Bitkub เชื่อมโยงกับเลขบัตรประชาชนของคุณ และเชื่อมโยงกับ wallet address บน blockchain ที่ทุกคนเห็น

แต่กลับไม่มีใครถามว่าทำไมต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพงขนาดนี้ แลกกับการสอดส่องที่สมบูรณ์แบบ? ทำไมเราถึงยอมรับการที่ Bitcoin ในรูปแบบปัจจุบันให้ “แย่กว่าระบบธนาคาร” ในแง่ความเป็นส่วนตัว เพราะธนาคารอย่างน้อยก็ไม่ประกาศประวัติธุรกรรมของคุณให้คนทั้งโลกดูตลอดกาล

ในขณะที่ That Martini Guy รายงานว่า Intesa Sanpaolo ทุ่ม $235 ล้านซื้อ Bitcoin และทุกคนตื่นเต้นว่านี่คือสัญญาณการยอมรับ ผมขอเตือนว่ามันคือสัญญาณตรงข้าม ธนาคารและสถาบันเลือก Bitcoin ไม่ใช่เพราะมันคือเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ แต่เพราะมันคือ “ทรัพย์สินที่ตามรอยได้” ที่เหมาะกับการรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลที่สุด

ป้ายธนาคาร Intesa Sanpaolo ธนาคารใหญ่สุดของอิตาลีที่เพิ่งเพิ่มการถือครอง Bitcoin
ภาพจาก: That Martini Guy ₿ (X)

Satoshi เขียนอะไรไว้ในปี 2008 และเราลืมมันไปได้อย่างไร

Satoshi เขียนอะไรไว้ในปี 2008 และเราลืมมันไปได้อย่างไร
ภาพจาก AI

วันที่ 31 ตุลาคม 2008 Satoshi Nakamoto เผยแพร่เอกสารชื่อ “Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System” จุดประสงค์ตามที่ระบุในเอกสารชัดเจน นั่นคือสร้างระบบเงินดิจิทัลกระจายอำนาจที่ให้คนสองคนส่งเงินถึงกันได้โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งธนาคารหรือตัวกลางที่ต้องเชื่อใจ

ปี 2026 Bitcoin กลายเป็นอะไร? มันกลายเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่ค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมสูงพอจะซื้อข้าวกล่องในกรุงเทพฯ ได้หนึ่งกล่อง ทุกธุรกรรมถูกตามรอยได้ ทุก wallet ถูกเชื่อมโยงกับตัวตนผ่าน KYC และผู้ใช้ที่พยายามรักษาความเป็นส่วนตัวถูกจับขังคุก ส่วน Morgan Stanley กำลังยื่นขอ ETF สำหรับ BTC, ETH และ SOL อุตสาหกรรมกำลังกลายเป็นสิ่งที่ Satoshi ออกแบบให้ทำลาย

ผู้ที่ทำหน้าที่ของ whitepaper ปี 2008 ได้ดีที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่ Bitcoin อีกต่อไป แต่คือ Monero และ privacy coin อื่น ๆ ที่ถูกอุตสาหกรรมและสำนักข่าวคริปโตทั่วโลกเลือกจะลืม

ความเห็นผู้เขียน

ผมไม่ได้บอกว่าให้ทุกคนทิ้ง Bitcoin ไปซื้อ Monero พรุ่งนี้ เพราะ Monero เองก็มีปัญหาของมัน ไม่ว่าจะเป็นการถูก delist จาก exchange หลัก, ความเสี่ยงด้านกฎหมายในยุโรปที่กำลังจะแบนการให้บริการ privacy coin โดยสมบูรณ์ภายในปี 2027 และสภาพคล่องที่ต่ำกว่ามาก แต่สิ่งที่ผมอยากให้นักเทรดไทยทำคือ “หยุดโกหกตัวเอง” ว่า Bitcoin ในรูปแบบปัจจุบันคือสิ่งที่ Satoshi เคยฝัน

ความจริงคือ Bitcoin วันนี้คือสินทรัพย์เก็งกำไรที่ Wall Street ใช้ดูดเงินจากรายย่อย และเป็นเครื่องมือสอดส่องที่รัฐบาลทั่วโลกชื่นชอบที่สุด เพราะมันให้ภาพลวงตาของเสรีภาพ พร้อมกับบันทึกธุรกรรมถาวรที่ตามรอยได้ตลอดชีวิต ส่วน Monero คือสิ่งที่ใกล้เคียงกับ “เงินสดอิเล็กทรอนิกส์” ตามนิยามเดิมมากที่สุดในตอนนี้

ผมแนะนำให้ทุกคนถามตัวเองว่า ถ้าคุณซื้อ Bitcoin วันนี้ คุณซื้อด้วยเหตุผลอะไร? ถ้าคำตอบคือ “เพื่อให้ราคามันขึ้น” คุณก็ไม่ใช่ผู้ใช้ Bitcoin คุณคือนักเก็งกำไรที่บังเอิญถือ Bitcoin และถ้าราคามันลงไป $50,000 พรุ่งนี้ คุณจะรู้สึกอย่างไร? นั่นแหละคือคำตอบของคำถามว่าคุณเข้าใจสิ่งที่คุณถืออยู่จริงไหม

สำหรับคนที่สนใจ privacy ผมแนะนำให้ศึกษา Monero, Zcash และเครื่องมือ self-custody อย่างจริงจัง เพราะในยุคที่ KYC กำลังกลายเป็นมาตรฐานทั่วโลกและ AI agent ถูกบล็อกด้วยการยืนยันตัวตน ความเป็นส่วนตัวจะไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป แต่จะเป็นความจำเป็นพื้นฐานของการมีอิสรภาพทางการเงิน และจำไว้เสมอว่า “ถ้าคุณไม่ได้ควบคุม private key ของคุณ และไม่ได้ควบคุม privacy ของคุณ คุณก็ไม่ได้ควบคุมเงินของคุณ”

ภาพจาก AI