สรุปข่าว
- เครือข่าย BNB Chain ได้เผยแพร่รายงานการทดสอบระบบการเข้ารหัสเพื่อรับมือกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัมบนเครือข่าย BSC ซึ่งชี้ให้เห็นว่าระบบใหม่สามารถทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมได้อย่างไร้รอยต่อโดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบบัญชี
- ผลการทดสอบพบปัญหาสำคัญด้านขนาดข้อมูลเนื่องจากการใช้มาตรฐานการเข้ารหัสแบบใหม่ทำให้ขนาดของลายเซ็นธุรกรรมใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวจนส่งผลให้ความเร็วในการประมวลผลธุรกรรมของเครือข่ายลดลงประมาณ 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
- ผลลัพธ์จากการทดสอบนี้กลายเป็นความท้าทายครั้งใหม่สำหรับแผนงานระยะยาวของเครือข่ายที่ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถรองรับธุรกรรมได้มากกว่า 20,000 รายการต่อวินาทีภายในปี 2026 ท่ามกลางความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในอนาคตถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกในระยะยาวแต่ผลกระทบด้านประสิทธิภาพที่ลดลงอย่างชัดเจนทำให้เทคโนโลยีนี้ยังไม่พร้อมใช้งานจริงและไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาของเหรียญ BNB ในขณะนี้
เครือข่าย BNB Chain ได้เผยแพร่รายงานการทดสอบการย้ายระบบการเข้ารหัสเพื่อรองรับเทคโนโลยี Post-quantum บนเครือข่าย BSC เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา
รายงานระบุว่าเครือข่ายได้ทำการทดสอบระบบลายเซ็นธุรกรรมด้วยมาตรฐาน ML-DSA-44 และใช้งานระบบ pqSTARK สำหรับการรวบรวมคะแนนเสียงในกลไกฉันทามติ
การอัปเกรดนี้สามารถทำงานร่วมกับระบบปัจจุบันของ BSC ได้เป็นอย่างดี โดยยังคงความเข้ากันได้กับที่อยู่กระเป๋าเงิน RPC SDK และกระบวนการทำธุรกรรมแบบเดิม ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานและนักพัฒนาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบบัญชีพื้นฐานหากมีการนำการออกแบบนี้มาใช้งานจริง
ทางเครือข่ายระบุว่าความพร้อมสำหรับยุค Post-quantum เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงบน BSC ในปัจจุบัน แต่การขยายตัวของข้อมูลและข้อจำกัดของเครือข่ายยังคงเป็นสิ่งที่ต้องแลกมา ทีมงานยังเสริมด้วยว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นที่จะสามารถเจาะระบบการเข้ารหัสที่ใช้งานจริงในโลกของเราได้
ปัญหาหลักที่พบจากการทดสอบคือขนาดของข้อมูล การเปลี่ยนจากระบบ ECDSA มาเป็น ML-DSA-44 ทำให้ขนาดของลายเซ็นธุรกรรมเพิ่มขึ้นจาก 65 ไบต์เป็น 2,420 ไบต์ ในขณะที่ขนาดธุรกรรมโดยรวมพุ่งขึ้นจาก 110 ไบต์เป็นประมาณ 2.5 กิโลไบต์
ภาระข้อมูลที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานในระหว่างการทดสอบ ขนาดของบล็อกขยายตัวขึ้นเป็นประมาณ 2 เมกะไบต์ ในขณะที่ความเร็วในการประมวลผลธุรกรรมลดลงประมาณ 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
การทดสอบในสภาวะข้ามภูมิภาคพบว่าความเร็ว TPS ลดลงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการกระจายข้อมูลผ่านเครือข่ายทำได้ยากและใช้เวลามากขึ้นเมื่อบล็อกมีขนาดใหญ่ขึ้น
อย่างไรก็ตาม ระบบการรวบรวมคะแนนเสียงในกลไกฉันทามติกลับทำผลงานได้ดีกว่าในระดับการทำธุรกรรม การใช้เทคโนโลยี pqSTARK สามารถบีบอัดข้อมูลได้ในอัตราส่วน 43 ต่อ 1 ซึ่งช่วยให้ภาระการทำงานของ Validator อยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ระหว่างการทดสอบ
การอัปเกรดในครั้งนี้ยังไม่ได้ครอบคลุมทุกส่วนของระบบการเข้ารหัสบน BSC โดยการเชื่อมต่อแบบ Peer-to-peer และระบบการยืนยันแบบ KZG ยังคงอยู่นอกเหนือขอบเขตการย้ายระบบในรอบนี้ การปรับปรุงระบบ P2P จำเป็นต้องใช้มาตรฐาน ML-KEM ในขณะที่การเปลี่ยนระบบ KZG ต้องอาศัยการประสานงานในวงกว้างร่วมกับระบบนิเวศของ Ethereum
การทดสอบนี้สร้างความท้าทายใหม่ให้กับแผนงานด้านประสิทธิภาพของ BNB Chain ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเครือข่ายตั้งเป้าหมายที่จะทำให้การยืนยันธุรกรรมเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึง 150 มิลลิวินาทีและรองรับธุรกรรมที่ซับซ้อนได้มากกว่า 20,000 รายการต่อวินาทีภายในปี 2026
เป้าหมายด้านความเร็วดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับงานด้านความปลอดภัยที่ทนทานต่อเทคโนโลยีควอนตัม แม้การทดสอบจะแสดงให้เห็นว่า BSC สามารถนำมาตรฐานใหม่มาใช้ได้ แต่ขนาดลายเซ็นที่ใหญ่ขึ้นอาจทำให้การบรรลุเป้าหมายการประมวลผลขั้นสูงทำได้ยากขึ้นหากไม่มีการจัดการข้อมูลและการขยายขีดความสามารถของเครือข่ายที่ดีพอ
ที่มา BNBChain
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าการที่ BNB Chain เริ่มทดสอบระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อรับมือกับคอมพิวเตอร์ควอนตัมตั้งแต่ตอนนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลมากครับ ปัญหาเรื่องขนาดข้อมูลที่ขยายตัวจนทำให้ความเร็วเครือข่ายตกลงไปเกือบครึ่งถือเป็นความท้าทายสุดคลาสสิกของโลก Blockchain ที่ต้องเลือกระหว่างความปลอดภัยกับความสามารถในการขยายขนาด การจะทำให้เครือข่ายสามารถรองรับธุรกรรมได้มหาศาลตามเป้าหมายของปี 2026 พร้อมกับป้องกันการเจาะรหัสจากเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้ด้วยนั้น ทีมพัฒนาคงต้องทำการบ้านอย่างหนักในการค้นหาวิธีบีบอัดข้อมูลหรือปรับปรุงสถาปัตยกรรมเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพสูงกว่านี้ครับ

