สรุปข่าว
- ข้อมูล Onchain และตลาด Derivatives หลายตัวชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของการปรับฐานอาจผ่านพ้นไปแล้วในขณะที่ราคา Bitcoin เริ่มฟื้นตัวกลับมายืนเหนือระดับ 77,000 ดอลลาร์
- ตัวชี้วัด Realized Cap เริ่มส่งสัญญาณทรงตัวและสร้างฐานราคาใหม่ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับช่วงจุดต่ำสุดของตลาดหมีในปี 2022
- สัดส่วน RHODL Ratio พุ่งสูงขึ้นในขณะที่อัตรา Funding Rate ติดลบอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงการสะสมเหรียญของกลุ่มนักลงทุนระยะยาวและแรงเทขายที่เริ่มหมดลง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
สัญญาณจากตัวชี้วัด Onchain และตลาด Derivatives ที่บ่งบอกถึงการผ่านพ้นจุดต่ำสุดและการหมดแรงเทขายถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของราคาในระยะกลางถึงระยะยาว
คำถามสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุน Bitcoin ในตอนนี้คือจุดต่ำสุดของตลาดได้เกิดขึ้นไปแล้วหรือยังในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ราคาเหรียญร่วงลงไปแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์
แม้จะไม่มีตัวชี้วัดใดที่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างแน่ชัด แต่ข้อมูล Onchain และตัวเลขจากตลาด Derivatives หลายตัวก็เริ่มส่งสัญญาณว่าช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของการปรับฐานอาจจบลงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Bitcoin สามารถกลับมาซื้อขายเหนือระดับ 77,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง
ตัวชี้วัดแรกคือ Realized Cap ซึ่งใช้วัดมูลค่ารวมของ Bitcoin จากราคาต้นทุนที่เหรียญมีการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดบนเครือข่าย โดยตัวเลขนี้จะแตกต่างจาก Market Cap ทั่วไปและมักถูกใช้เพื่อติดตามเม็ดเงินที่ไหลเข้าหรือออกจากเครือข่าย
มูลค่า Realized Cap เคยพุ่งไปแตะจุดสูงสุดที่ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ก่อนที่จะร่วงลงมาเหลือประมาณ 1.08 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงที่ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็นการทำลายความมั่งคั่งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตัวชี้วัดนี้เริ่มกลับมาทรงตัวและสร้างฐานได้แล้ว ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายกับช่วงจุดต่ำสุดของตลาดหมีในปี 2022
ตัวชี้วัดที่สองคือ RHODL Ratio ซึ่งใช้เปรียบเทียบความมั่งคั่งระหว่างกลุ่มผู้ถือครองระยะยาวและผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาด ปัจจุบันสัดส่วนนี้พุ่งทะลุระดับ 5 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดอันดับสามในประวัติศาสตร์
ตัวเลขที่สูงกว่านี้เคยเกิดขึ้นแค่ในช่วงจุดต่ำสุดของรอบปี 2015 และ 2022 เท่านั้น ซึ่งบ่งบอกว่ากลุ่มผู้ถือครองระยะยาวยังคงเป็นผู้ควบคุมอุปทานหลักในตลาด โดยนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา กลุ่มคนเหล่านี้ได้สะสม BTC เพิ่มขึ้นไปแล้วกว่า 400,000 เหรียญ
ตัวชี้วัดสุดท้ายคืออัตรา Funding Rate ของ Perpetual Futures ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่ฝั่ง Long และ Short ต้องจ่ายให้กันเพื่อรักษาราคาในตลาดฟิวเจอร์สให้สอดคล้องกับตลาด Spot โดยอัตราดังกล่าวอยู่ในแดนลบยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งเป็นประวัติการณ์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม
ตามสถิติในอดีต การที่ Funding Rate ติดลบอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองเชิงลบขั้นสุดและการเปิดสถานะ Short ที่แออัดเกินไป ซึ่งสภาวะแบบนี้มักจะก่อตัวเป็นจุดต่ำสุดของตลาดเมื่อแรงเทขายเริ่มหมดลง
รูปแบบที่คล้ายคลึงกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤตธนาคาร Silicon Valley Bank ในเดือนมีนาคม 2023 การเทขายเพื่อปิดสถานะ Yen Carry Trade ในเดือนสิงหาคม 2024 และการเทขายจากความกังวลเรื่องกำแพงภาษีในเดือนเมษายน 2025 ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นจุดต่ำสุดครั้งสำคัญของ Bitcoin ทั้งสิ้น
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าข้อมูลจากตัวชี้วัดเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูงครับ การที่ Realized Cap เริ่มนิ่งแปลว่าคนที่ติดดอยยอมตัดใจขายไปหมดแล้ว ส่วนคนที่เข้ามาเก็บเหรียญก็คือกลุ่มนักลงทุนระยะยาวที่เห็นได้ชัดเจนจากสัดส่วน RHODL Ratio ที่พุ่งสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การที่ฝั่ง Short พยายามกดดันตลาดจน Funding Rate ติดลบยาวนานขนาดนี้แต่ราคาไม่ยอมลงต่อ ย่อมเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าแรงขายเริ่มเหือดแห้ง หากไม่มีปัจจัยลบระดับมหภาคเข้ามากระแทกซ้ำ ตลาดก็มีโอกาสสูงมากที่จะค่อยๆ ไต่ระดับฟื้นตัวกลับไปหาแนวต้านเดิมได้ครับ

