สรุปข่าว
- ธนาคารกลางญี่ปุ่น ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ส่งผลให้ดอกเบี้ยระยะสั้นแตะระดับ 1.0% สูงสุดในรอบกว่า 30 ปีนับตั้งแต่ปี 1995 เริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีวันที่ 17 มิถุนายน
- นักลงทุนทั่วโลกแห่เฝ้าระวังวิกฤต Yen Carry Trade หลังต้นทุนการกู้ยืมเงินเยนพุ่งสูงขึ้น บีบให้กลุ่มทุนสถาบันอาจต้องเร่งปิดสถานะและเทขายสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงบิตคอยน์เพื่อดึงเงินกลับประเทศ
- สวนทางนโยบายรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ยังคงเดินหน้าหนุนอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลเต็มสูบ เตรียมลดภาษีกำไรคริปโตเหลือ 20% ควบคู่กับการเปิดไฟเขียวกองทุน ETF หวังดันบล็อกเชนขับเคลื่อนภาคการเงิน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bearish
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.0% ของธนาคารกลางญี่ปุ่นถือเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงลบต่อระบบสภาพคล่องของตลาดการเงินโลกในระยะสั้น แรงกดดันนี้มีแนวโน้มจะทุบราคา Bitcoin, Altcoin ขนาดเล็ก และสินทรัพย์เสี่ยงให้ทรุดตัวปรับฐานลงในกรอบระยะสั้น
ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ Bank of Japan (BOJ) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของญี่ปุ่นอยู่ที่ 1.0% ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน เป็นต้นไป
นี่ถือเป็นระดับดอกเบี้ยสูงสุดของญี่ปุ่น นับตั้งแต่ปี 1995 หลังคณะกรรมการนโยบายการเงินลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 7 ต่อ 1
BOJ ระบุว่า จะรักษาอัตราดอกเบี้ยตลาดเงินข้ามคืนให้อยู่ใกล้ระดับ 1.0% พร้อมปรับดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินเป็น 1.0% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พื้นฐานเป็น 1.25%
ตอนนี้นักลงทุนกำลังจับตาดูว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะส่งผลต่อค่าเงินเยน ตลาดพันธบัตร และสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตอย่างไร
BOJ มองว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังฟื้นตัวได้ในระดับปานกลาง แม้ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ก็ตาม
ซึ่งปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ได้แก่ กำไรบริษัทที่แข็งแกร่ง, ตลาดแรงงานที่ดีขึ้น,รายได้ประชาชนที่เพิ่มขึ้น, มาตรการภาครัฐที่ช่วยลดภาระค่าไฟและพลังงานให้ครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม BOJ กังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่เริ่มถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ มากขึ้น
ธนาคารกลางยังเตือนว่า หากคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวของประชาชนยังปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) อาจทะลุเป้าหมาย 2% ได้
ทำไมตลาดคริปโตต้องสนใจเรื่องนี้ ?
ก่อนหน้าการประชุม มีการวิเคราะห์ว่า หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยถึง 1% จะส่งผลต่อสภาพคล่องทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่อง Yen Carry Trade
ซึ่ง Carry Trade คือ การกู้เงินเยนที่มีดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้น, พันธบัตรต่างประเทศ, Bitcoin และคริปโตอื่น ๆ
เมื่อดอกเบี้ยญี่ปุ่นสูงขึ้น การกู้เงินเยนจะมีต้นทุนที่มากขึ้น ทำให้นักลงทุนบางส่วนอาจลดความเสี่ยงและปิดสถานะการลงทุน
สำหรับตลาดคริปโต หากเกิดการปิดสถานะแบบเร่งด่วน Bitcoin มักเป็นสินทรัพย์แรกที่ถูกเทขาย เพราะมีสภาพคล่องสูงที่สุด
ตัวอย่างเช่น เมื่อต้นปี 2026 ราคา Bitcoin ก็เคยร่วงประมาณ 3% ภายในไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยเป็น 0.75% ส่วนเหรียญ Altcoin ขนาดเล็ก อาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า เนื่องจากมีสภาพคล่องที่ต่ำกว่า Bitcoin
แม้ BOJ จะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่ฝั่งรัฐบาลญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
โดยล่าสุด รัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการเตรียมลดภาษีกำไรคริปโตเหลือ 20% , เปิดทางให้มีกองทุน Crypto ETF และปรับสถานะคริปโตให้ใกล้เคียงกับหุ้นมากขึ้น
นอกจากนี้ พรรคการเมืองหลักของญี่ปุ่นยังผลักดันแผนพัฒนา AI และ Blockchain ในภาคการเงิน โดยเน้น เงินฝากในแบบ Tokenized , มีStablecoin ที่อิงเงินเยน และระบบชำระเงินอัตโนมัติแบบ Programmable
การปฏิรูปเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้ญี่ปุ่นกำลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมเข้มนโยบายการเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงเดินหน้าสร้างกฎระเบียบที่ชัดเจนเพื่อรองรับนวัตกรรมการเงินดิจิทัลควบคู่กันไปด้วย
BOJ ระบุทิ้งท้ายว่า ธนาคารกลางจะยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและปรับระดับการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินต่อไป พร้อมหมายเหตุว่า ก้าวต่อไปในอนาคตจะขึ้นอยู่กับทิศทางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ, ระดับราคา และสภาวะทางการเงินในเวลานั้น
ที่มา : crypto.news
มุมมองผู้เขียน : การขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1% ของ BOJ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญ เพราะเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี และผลกระทบระยะสั้นอาจทำให้ตลาดคริปโตผันผวนจากการลดความเสี่ยงของนักลงทุน และการลดสถานะ Carry Trade ในระยะยาวลงอย่างต่อเนื่อง เพราะต้นทุนการกู้ยืมเงินเยนไม่ต่ำอีกต่อไป

