สรุปข่าว
- ข้อมูลออนเชนชี้ว่า กลุ่มผู้ถือครองระยะยาวที่เคยเทขายทำกำไรล็อตใหญ่ได้เริ่มชะลอแรงขายลงอย่างมีนัยสำคัญหลังดัชนี STXO ร่วงต่ำสุดในรอบกว่า 19 เดือน
- CryptoQuant ระบุว่าจำนวนสัญญาคงค้างดิ่งลง 19% มาอยู่ที่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเลือกที่จะทยอยปิดโพสิชันเองมากกว่าโดนล้างพอร์ต
- SoSoValue ยืนยันว่า ความรุนแรงของแรงขาย Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ จากฝั่งสถาบันได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดแม้จะเผชิญกับภาวะเงินไหลออก 6 สัปดาห์ต่อเนื่อง
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
ข้อมูลทางออนเชนและโครงสร้างตลาดเริ่มส่งสัญญาณว่าแรงกดดันฝั่งขาขายได้เริ่มทุเลาลงแล้ว เห็นได้จากการชะลอการขายของสายถือยาว จำนวนสัญญาคงค้างที่ลดลง และจำนวนเงินไหลออกจาก Spot Bitcoin ETFs ที่ไม่รุนแรงเท่าช่วงต้นเดือน
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา Bitcoin ได้ทำราคาร่วงลงไปแล้วกว่า 5% จนทำให้ราคาเกือบได้กลับไปเยือนต่ำกว่า $61,000 แต่ดูเหมือนว่าสัญญาณจะออนเชนจะบ่งชี้ว่าแรงกดดันทางฝั่งขายได้เริ่มมีแนวโน้มทุเลาลง
สายถือยาวหยุดเทขาย
สัญญาณแรกที่ปรากฏขึ้นมาจากนักลงทุนสายถือยาว โดยนักวิเคราะห์ Darkfost ชี้ว่าวัฏจักร Bitcoin ในรอบนี้ได้ประสบกับการเทขายของ OG หรือนักลงทุนที่ถือมายาวนานมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ซึ่งดูได้จากข้อมูลของ STXO หรือ ยอดเงินที่ถูกใช้ไปแล้ว
STXO จะเป็นการวัดว่ามี Bitcoin ถูกเคลื่อนย้ายบนเชนเป็นปริมาณเท่าไร ซึ่งตามปกติแล้วการขนย้ายของกระเป๋าเงินที่มีอายุมากมักหมายถึงการเทขาย โดยข้อมูลเผยว่าตัวเลขดังกล่าวได้พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุด 3 ครั้ง
โดยแต่ละครั้งจะเป็นการเทขายหลัง Bitcoin พุ่งแรง เช่น 3,860 BTC เมื่อ พ.ค. 2024 ตามด้วย 3,200 BTC ตอน ก.พ. 2025 หรือ 2,360 BTC ช่วง ก.ย. 2025 ซึ่งแต่ละจำนวนสะท้อนถึงค่าเฉลี่ยในรอบ 90 วัน ในขณะที่ยอดรวมในบางวันนั้นเคยพุ่งทะลุเกินกว่า 100,000 BTC เลยทีเดียว

ปัจจุบันค่าเฉลี่ยของดัชนีดังกล่าวได้ร่วงลงมาต่ำกว่า 1,000 เหลือเพียง 962 BTC หรือต่ำสุดนับตั้งแต่ พ.ย. 2024 โดยราคา Bitcoin ที่แพงที่สุดที่คนกลุ่มนี้ถืออยู่ในขณะนี้จะมีมูลค่าที่ประมาณ $63,200 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับราคาจริง ทำให้พวกเขาเลือกที่จะถือต่อไปมากกว่าที่จะขาย
ฟิวเจอรส์เริ่มนิ่ง
ถัดมาคือ สัญญาณจากฝั่งของตลาดอนุพันธ์ โดยข้อมูลจาก CryptoQuant แสดงให้เห็นว่าจำนวนสัญญาคงค้าง (OI) ของ Bitcoin ได้แตะจุดสูงสุดที่ $2.59 หมื่นล้าน เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ก่อนจะร่วงเหลือ $2 หมื่นล้านในวันที่ 21 คิดเป็นการลดลงประมาณ 19%

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ราคาของ Bitcoin กลับร่วงตามลงมาเพียงแค่ 11.4% เท่านั้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างทยอยปิดโพสิชัน ไม่ได้ทำการใช้เลเวอเรจเพิ่มเข้ามาใหม่ในขณะที่เลเวอเรจส่วนเกินต่างลดลงเช่นกัน ทำให้แรงขายจากการล้างพอร์ตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การที่ Bitcoin ไม่ได้ถูกฉุดรั้งโดยเลเวอเรจในตลาดฟิวเจอรส์ไม่ได้เป็นการการันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป แต่เป็นการบ่งชี้ว่าโครงสร้างตลาดกลับมาสุขภาพดีขึ้น
เงินไหลออกน้อยลง
สัญญาณสุดท้ายจะมาจากฝั่งของสถาบัน แม้ว่ากองทุน Spot Bitcoin ETFs จะมีเงินไหลออก 6 สัปดาห์ต่อเนื่อง แต่ความรุนแรงและปริมาณของเงินที่ไหลออกนั้นได้ปรับตัวช้าลงอย่างเห็นได้ชัดจากข้อมูลของ SoSoValue
ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา กองทุนดังกล่าวได้มีเงินไหลออกในปริมาณที่มากถึง $1.72 พันล้าน แต่พอผ่านมาจนถึงวันที่ 12 ความรุนแรงก็ลดลงจนเหลือ $315.84 ล้าน และ $226.84 ล้าน ในวันที่ 18 มิ.ย.
โดยสรุปแล้ว แรงขายที่คอยกดดัน Bitcoin อาจลดลงจริงตามข้อมูลที่ปรากฏ แต่การที่ราคาจะสามารถฟื้นตัวได้ยังคงต้องหวังพึ่งให้มีเงินใหม่ไหลเข้ากองทุน ETF จนกลับมาเป็นบวกร่วมกับแรงส่งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค
ที่มา : Beincrypto
มุมมองผู้เขียน : ตอนนี้อาจเป็นเวลาที่นักลงทุนน่าจับตาว่า Bitcoin จะร่วงลงต่อรอรับออปชันสิ้นเดือนที่กำลังจะมาถึง หรือจะฟื้นตัวจากจุดนี้เลยก็ได้ แต่หลายคนยังมองว่าจุดต่ำสุดอาจยังคงไม่มาถึงและตลาดน่าจะเคลื่อนไหวในรูปแบบไซด์เวย์มากกว่ามีทิศทางชัดเจน

