สรุปข่าว
- Narrative ป้องกันเงินเฟ้อสั่นคลอน หลังสหรัฐฯ รายงาน PCE พุ่งทำนิวไฮในรอบ 3 ปี สวนทางบิตคอยน์ดิ่งหลุด $58,000
- สถาบันเปลี่ยนเกม เริ่มบีบให้บิตคอยน์เคลื่อนไหวตามกรอบ กลายเป็นความขาดแคลนที่มีมูลค่าผูกติดกับสภาพคล่องโลก
- ปี 2026 เรื่องเล่าเดิมอาจไม่ได้ผลอีกต่อไปแต่ในระยะยาวถัดจากนี้ยังคงพอสามารถลุ้นได้
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
เรื่องเล่าบิทคอยน์คือสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้ออาจพังทลายลงแล้วในกรอบระยะสั้น เนื่องจากการหลั่งไหลเข้ามาของกลุ่มนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน Spot ETFs แต่ในระยะยาว Bitcoin ก็ยังคงมีความสามารถที่จะเติมเต็มหน้าที่หลักของมันได้อยู่หากทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่น
เมื่อเร็วๆ นี้ ทางการสหรัฐฯได้มีการเผยแพร่ตัวเลขเงินเฟ้อ PPI และ PCE ซึ่งผลปรากฏว่าเงินเฟ้อได้มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นชัดเจน ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 3 ปี สวนทางกับราคา Bitcoin ที่ดิ่งลงทุกวันทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า เรื่องเล่าที่ว่า Bitcoin จะถูกใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อป้องกันเงินเฟ้อยังคงใช้ได้จริงหรือไม่ในปี 2026
ความเชื่อมั่นของชาวบิทคอยน์
ตลอดหลายวัฏจักรที่ผ่านมาชาวบิทคอยน์ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการยกย่องให้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ชนิดใหม่ที่สามารถกักเก็บมูลค่าได้ พวกเขาต่างเชื่อมั่นว่าเมื่อธนาคารกลางพิมพ์เงินเข้าระบบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด Bitcoin ที่มีปริมาณมีจำกัดเป็นทุนเดิมจะได้รับอานิสงส์และถูกนำมาใช้เป็นสกุลเงินใหม่ของโลก ควบคู่หรือแทนเงินเฟียตที่มีแต่จะเสื่อมค่าลงเพราะเงินเฟ้อ
เหตุผลที่ราคาปัจจุบันยังย้อนแย้ง
แม้ข้อมูลจะบ่งชี้ชัดเจนว่าภาวะเงินเฟ้อหรือเงินเสื่อมค่านั้นมีอยู่จริงทั่วโลก แต่ราคา Bitcoin ในปัจจุบันกลับไม่สามารถทำหน้าที่เป็น สินทรัพย์ปลอดภัย หรือ ที่กักเก็บมูลค่าได้เลย
สำหรับสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องมาจาก “ความผันผวน” ที่ยังคงทำให้ Bitcoin ถูกตราว่าเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง และด้วยความที่ Bitcoin เป็นสินทรัพย์เดียวที่สามารถซื้อขายได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่มีการแทรกแซง นั่นจึงทำให้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม Bitcoin มักจะถูกเทขายเป็นลำดับแรกเพื่อเติมสภาพคล่องให้กับสินทรัพย์อื่น ในขณะที่นักลงทุนก็ต่างยังคงวิ่งเข้าหาดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหลักเมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางการเงิน
มากไปกว่านั้น การเข้ามาถึงของนักลงทุนสถาบันได้ยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวของ Bitcoin ผิดแปลกออกไปจากเดิม เพราะนักลงทุนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนที่ศรัทธาในอุดมการณ์ Bitcoin อย่างสุดใจ หากแต่เป็นกลุ่มคนที่เข้ามาเพื่อเก็งกำไรในผลตอบแทนที่หอมหวานของตัวสินทรัพย์ต่างหาก
ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น นักลงทุนกลุ่มนี้ก็มักเลือกที่จะตัดสินใจเทขายออก และต่อให้โดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาจะเชื่อมั่น แต่ด้วยธรรมชาติที่พวกเขาเป็นกองทุนเงินของลูกค้า พวกเขาก็มีหน้าที่ที่จะต้องบริหารความเสี่ยงและทำการเทขายตามโปรโตคอลของกองทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้
กลายเป็นว่าสถาบันไม่ได้มองบิตคอยน์เป็นทองคำดิจิทัลในแง่การหลบภัยแต่มองเป็น ทองคำดิจิทัลในแง่ของความขาดแคลน ซึ่งจะวิ่งเป็นขาขึ้นก็ต่อเมื่อสภาวะการเงินโลกมีสภาพคล่องล้นเหลือเท่านั้น
ความแตกต่างนี้มีสำคัญมาก เพราะหากมองบิทคอยน์เป็นเพียงสินทรัพย์ขาดแคลนที่วิ่งเป็นขาขึ้นเมื่อสภาวะการเงินโลกมีสภาพคล่องล้นเหลือเท่านั้นแล้ว ในทางตรงกันข้าม Bitcoin จะตกลงเมื่อสภาพคล่องหดตัว ซึ่งนั่นเป็นความเป็นจริงที่เราเห็นในตลาดปัจจุบัน
Narrative ยังคงใช้ได้หรือไม่
ถ้าต้องให้คำตอบโดยตรงคือ “ไม่” ความเชื่อหลักของชาวบิทคอยน์ยังใช้ไม่ได้อย่างน้อยก็ในตอนนี้ นักลงทุนต้องเลิกมอง Bitcoin ว่าเป็นสินทรัพย์ที่วิ่งสวนโลกออกจากระบบเศรษฐกิจ เพราะ Bitcoin ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกไปแล้ว ราคาระยะสั้นของมันจึงผันผวนตามตัวเลข PCE ดอกเบี้ย Fed และนโยบายของมหาอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลายอาจคนโต้แย้งว่า ความเชื่อเรื่อง Bitcoin เป็น inflation hedge นั้นถูกต้องเป็นของจริง แต่ปัญหาคือมันยังใช้ไม่ได้ในปี 2026 เพราะระบบโลกยังต้องการความแน่นอน ยังต้องการดอลลาร์ ยังต้องการสิ่งที่ใช้กันจริง ตราบใดที่สถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ Narrative หลักของ Bitcoin ก็จะยังคงไม่เริ่มทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตามทฤษฎี
นั่นจึงทำให้การลงทุนใน Bitcoin ยังไม่ใช่เรื่องที่ปลอดภัย 100% แต่เป็นการเดิมพันที่มีพื้นฐานที่สามารถคาดเดาได้มากขึ้น ไม่ว่าจะจากตัวกลไกอุปทาน และตัวของวัฏจักร รวมถึงการเปิดรับที่มากขึ้นในปัจจุบัน
แน่นอนว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ ไม่มีใครในตอนนี้ให้คำตอบหรือรับประกันได้ว่าการถือ Bitcoin ไปเรื่อยๆ จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดเพียงแต่ตัวเลือกอื่นๆ ในขณะนี้อาจยังไม่ดีพอที่จะเข้ามาแก้ปัญหานั้นได้ จนกว่าจะมีสินทรัพย์ที่ดีกว่า Bitcoin ถือกำเนิดขึ้นมา
สุดท้ายแล้ว ตัวของนักลงทุนเองก็ต้องเป็นคนที่ต้องตัดสินใจอยู่ดีว่า Bitcoin ยังคงมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ที่จะทนถือต่อ และจะมองมันเป็นเหมือนหุ้นเติบโตที่ต้องมีติดพอร์ต หรือทองคำดิจิทัลที่ไม่มีวันตายจากไปจากระบบ ก็สุดแล้วแต่ความเห็นของนักลงทุนแต่ละคน

