bitkub-banner

CK Fastwork ลั่นยินดีเป็นแบรนด์แอม TH-AI Passport ถ้ารัฐบาลแก้ 3 ข้อนี้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • CK Choeng ซีอีโอ Fastwork ชี้ TH-AI Passport มี 3 ความย้อนแย้ง ที่อาจทำให้โครงการใช้งบมหาศาล แต่ไม่เกิดผลลัพธ์อย่างที่หวัง
  • เสนอให้รัฐบาลเปิดสิทธิ์ใช้งาน AI Pro แบบเต็มรูปแบบ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเปิด API ให้ผู้ประกอบการไทยนำ AI ไปต่อยอด
  • พร้อมประกาศชัดว่า ถ้ารัฐบาลเปิด API ของ LLM ผมยินดีเป็น Brand Ambassador ให้โครงการทันที

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ซีเค เจิง (CK Choeng) ซีอีโอ Fastwork ออกมาเสนอ 3 จุดที่ควรปรับปรุงของโครงการ TH-AI Passport  ได้แก่ เปิดสิทธิ์ใช้งาน AI Pro ให้ครบทุกฟีเจอร์แทนการจำกัดไว้แค่แชท, ทบทวนการแจกสิทธิ์ให้ตรงกับกลุ่มที่ใช้ประโยชน์ได้จริง และลดขั้นตอนบังคับดูวิดีโอที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้งาน พร้อมประกาศว่า หากรัฐบาลยอมเปิด API ของโมเดล AI ให้ผู้ประกอบการไทยนำไปต่อยอด เขาก็พร้อมอาสาเป็น Brand Ambassador ให้โครงการทันที 

โครงการ TH-AI Passport ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลเตรียมเปิดให้คนไทยลงทะเบียนรับสิทธิ์ใช้งาน AI เวอร์ชันพรีเมียมฟรี 5 ล้านคน ล่าสุด CK Choeng ซีอีโอของ Fastwork ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมประกาศว่า หากรัฐบาลยอมเปิด API ของโมเดล AI ให้ผู้ประกอบการไทยใช้งาน เขาก็พร้อมอาสาเป็น Brand Ambassador ให้โครงการทันที

ซีเค เปิดเผยว่า เขาได้รับโอกาสทดลองใช้งานและส่งฟีดแบคให้กับทีมพัฒนา TH-AI Passport แล้ว แต่ยังมองว่าตัวผลิตภัณฑ์มีความย้อนแย้งอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ ซึ่งหากไม่ได้รับการปรับปรุง อาจทำให้โครงการใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจหรือยกระดับการใช้ AI ของคนไทยได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้

ที่มา:FB/CK Cheong,CPA

1. จ่ายเงินซื้อ Pro แต่กลับได้แค่แชทคุยเท่านั้น

ประเด็นแรกที่ CK ตั้งคำถามคือ การนำ Pro Version ของโมเดล AI หลายค่ายมารวมไว้ใน TH-AI Passport แต่จำกัดการใช้งานไว้เพียง Chat Interface หรือหน้าจอสำหรับพิมพ์แชทกับ AI

ซีเคมองว่า ผู้ที่ยอมจ่ายเงินสมัคร ChatGPT Pro หรือ Claude Pro ส่วนใหญ่ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อพูดคุยกับ AI เพียงอย่างเดียว แต่จ่ายเพื่อใช้งานฟีเจอร์ขั้นสูงอย่าง Claude Code, Codex และ Coding Agent  ซึ่งเป็นผู้ช่วยในการเขียนโค้ด รวมถึง Workflow Automation หรือระบบทำงานอัตโนมัติ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถใช้งานผ่าน TH-AI Passport ได้

ข้อสรุปที่เขาเน้นย้ำคือ Pro User ส่วนใหญ่ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อแชท พร้อมตั้งคำถามว่า หากผู้ใช้เข้าถึงได้เพียงหน้าต่างแชทจะยังเรียกว่าเป็น Pro Version ได้จริงหรือไม่

2. แจก Pro ให้คนที่ยังไม่เห็นคุณค่า อาจไม่ช่วยสร้าง GDP

อีกประเด็นที่ CK มองว่าเป็นความย้อนแย้งคือ การตั้งเป้ามอบสิทธิ์ Pro Version ให้ประชาชนจำนวน 5 ล้านคน

เขาเปรียบเทียบว่า คนไทยยอมจ่าย Netflix เดือนละ 200-300 บาท เพราะเห็นคุณค่าของคอนเทนต์ แต่กลับมีคนสมัคร ChatGPT Pro น้อยกว่ามาก ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นประโยชน์ของ AI ระดับ Pro

ในมุมมองของเขา ผู้ใช้ AI ส่วนใหญ่ยังใช้เพื่อพูดคุย ขอคำปรึกษา ดูดวง หรือถามเรื่องทั่วไป ซึ่งเวอร์ชันฟรีก็เพียงพอแล้ว ขณะที่ผู้ที่ยอมจ่ายเงินจริงมักเป็นนักพัฒนา โปรแกรมเมอร์ หรือคนที่ใช้ AI สร้างระบบอัตโนมัติและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

CK จึงตั้งคำถามว่า หากใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท เพื่อมอบ Pro Version ให้กับกลุ่มคนที่ยังไม่เห็นคุณค่าของเครื่องมือเหล่านี้ จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจให้ประเทศได้จริงหรือไม่

3. วิดีโอการเรียนรู้กลายเป็นอุปสรรคมากกว่าตัวช่วย

ข้อวิจารณ์สุดท้ายคือ การบังคับให้ผู้ใช้งานรับชมวิดีโอการเรียนรู้ AI เพื่อปลดล็อกการใช้งาน Pro Version

CK มองว่า แนวคิดดังกล่าวสร้าง Friction หรืออุปสรรคที่ไม่จำเป็น เพราะหากผู้ใช้ต้องหยุดดูวิดีโอความยาว 7-30 นาที ทุกครั้งหลังใช้งาน AI เพียง 6-8 Prompt ก็มีโอกาสสูงที่จะเลิกใช้งานแอปในที่สุด

นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อหาหลายส่วน เช่น Prompt คืออะไร หรือ Copilot คืออะไร ไม่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เพราะคนที่ยังไม่เข้าใจพื้นฐานเหล่านี้ ควรเริ่มต้นจาก AI เวอร์ชันฟรี มากกว่าการใช้ทรัพยากรของรัฐกับ Pro Version ตั้งแต่แรก

พร้อมกันนี้ยังชี้ว่า ในระบบมีคลิปอธิบาย Copilot แต่กลับไม่มีฟีเจอร์ดังกล่าวให้ใช้งานจริง จึงยิ่งทำให้ประสบการณ์ใช้งานดูไม่สอดคล้องกัน

เสนอ 3 ทางออก พร้อมประกาศ “จะเป็น Brand Ambassador”

CK ระบุว่า หากรัฐบาลต้องการให้ TH-AI Passport กลายเป็นโครงการที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง และไม่เป็นเพียงอีกหนึ่งแอปที่ถูกใช้งานเฉพาะช่วงเปิดตัว เขาเสนอให้ปรับปรุง 3 เรื่อง ได้แก่ ยกเลิกการบังคับดูวิดีโอ เปิดให้ผู้ใช้เข้าถึงความสามารถของ Pro Version ได้อย่างเต็มรูปแบบ และเปิด API ของโมเดล AI ภายในระบบทั้งหมด

ซีเค เจิง ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ถ้าคุณยอมเปิด API ของ LLM ผมจะเป็น Brand Ambassador ให้เลยครับ

นอกจากนี้ ซีเคยังระบุอีกว่า สิ่งที่เขากังวลไม่ใช่เพียงคุณภาพของแอปพลิเคชัน แต่คือ โอกาสของประเทศไทย หากโครงการถูกเปิดใช้งานโดยไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งแอปของภาครัฐที่ได้รับความสนใจเพียงช่วงแรก ก่อนจะถูกผู้ใช้งานละทิ้งหลังหมดช่วงทดลอง


มุมมองผู้เขียน: ข้อเสนอทั้งหมดของคุณซีเค ไม่ได้มุ่งวิจารณ์ตัวโครงการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความพยายามผลักดันให้ TH-AI Passport พัฒนาไปสู่เครื่องมือที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยได้จริง มากกว่าจะเป็นเพียงโครงการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระยะสั้น