สรุปข่าว
- Mary Daly ประธาน Fed สาขาซานฟรานซิสโกเตือนว่าปัญหาราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการภาษีศุลกากรกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่คาด
- Fed อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% ถึง 3.75% ต่อไปอีกยาวนาน และเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% อาจต้องเลื่อนกำหนดการออกไปจนถึงสิ้นปี 2027
- การประกาศหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้ชั่วคราวแต่ความผันผวนในตลาดพลังงานยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ยากต่อการคาดเดา
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เนื่องจากสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อาจคงอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ประกอบกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed อาจต้องใช้เวลานานขึ้นในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อหลังจากที่ Mary C. Daly ประธาน Fed สาขาซานฟรานซิสโก ได้ออกมาเปิดเผยว่า วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกำลังเข้ามาแทรกแซงและทำให้ภาพรวมของเงินเฟ้อมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
เดิมทีทาง Fed คาดการณ์ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากมาตรการภาษีศุลกากรจะเริ่มคลี่คลายลงในช่วงปลายปี 2026 แต่ทว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นกับอิหร่านและผลกระทบต่อเนื่องไปยังต้นทุนพลังงานทำให้กำหนดการดังกล่าวจำเป็นต้องถูกปรับเปลี่ยนใหม่
ความกดดันจากทั้งเรื่องภาษีและราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นกะทันหันส่งผลให้เป้าหมายการกดเงินเฟ้อลงสู่ระดับ 2% ของ Fed กลายเป็นเรื่องที่ยากจะบรรลุได้ตามกรอบเวลาที่แน่นอน แม้ว่าการประกาศหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในเวลาต่อมาจะช่วยให้ราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงมาจากจุดสูงสุดและช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้บ้าง แต่ Daly ก็ย้ำชัดว่าความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่สูงมาก และความมั่นคงของการหยุดยิงในครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าต้นทุนพลังงานจะยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือไม่
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ยังคงถูกตรึงไว้ที่ระดับ 3.50% ถึง 3.75% ซึ่งการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะขึ้นอยู่กับว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างแท้จริงหลังจากผลกระทบของราคาน้ำมันและภาษีศุลกากรเริ่มจางหายไปหรือไม่ ขณะที่รายงานการประชุม FOMC ประจำเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมาระบุว่า คณะกรรมการประเมินว่าอัตราเงินเฟ้ออาจจะขยับเข้าใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2% ได้ในช่วงสิ้นปี 2027 ซึ่งถือเป็นกรอบเวลาในกรณีที่มองโลกในแง่ดีที่สุดแล้ว
ที่มา: cryptobriefing
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าถ้อยแถลงของประธาน Fed ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์เสี่ยงว่า ยุคดอกเบี้ยสูงจะยังคงอยู่กับเรานานกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ ปัจจัยภายนอกอย่างความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว ซึ่งเมื่อทิศทางดอกเบี้ยยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงในเร็ววัน สภาพคล่องในระบบการเงินโลกก็จะยังคงตึงตัวต่อไป
สำหรับตลาดคริปโตเคอร์เรนซี แม้ว่าในถ้อยแถลงจะไม่ได้มีการกล่าวถึงสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง แต่การเลื่อนกรอบเวลาการลดดอกเบี้ยออกไปจนถึงปี 2027 ย่อมสร้างแรงกดดันในเชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงจะทำให้นักลงทุนสถาบันเลือกที่จะถือครองสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลแทนการก้าวเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง ในช่วงเวลานี้ผู้ถือครองสินทรัพย์จึงจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมและติดตามตัวเลขเงินเฟ้อรวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนของโลกการเงินดั้งเดิมกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเช่นกัน

