สรุปข่าว
- ในเดือนสิงหาคม Bitcoin กำลังจะมีการอัปเกรด BIP-110 ชั่วคราวเป็นระยะเวลา 1 ปีเพื่อลดขนาดข้อมูลในระบบเครือข่าย โดยพุ่งเป้าไปที่ Ordinals, Inscriptions
- ถัดมาจะมีการ Hard fork ไซด์เชนที่ชื่อ eCash โดยจะแจกเหรียญใหม่ให้ผู้ถือ BTC เดิมในอัตราส่วน 1:1
- การ Fork รอบนี้ต่างจากปี 2017 เพราะสัดส่วน Bitcoin อยู่ในมือสถาบันจำนวนมาก ซึ่งกองทุนอย่างBlackRock IBIT ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ SEC อย่างเคร่งครัด
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ในเดือนสิงหาคม 2026 Bitcoin จะมีการอัปเกรดระบบครั้งสำคัญ 2 รูปแบบ โดยเริ่มจากข้อเสนอ BIP-110 ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราว 1 ปี และการ Hard Fork ออกไปเป็น ไซด์เชน eCash ที่จะแจกเหรียญให้ผู้ถือบิตคอยน์เดิม
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา แม้เครือข่าย Bitcoin จะดูเหมือนไม่มีความเปลี่ยนแปลงจากภายนอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระบบภายในได้ผ่านการปรับปรุงและพัฒนามาแล้วนับร้อยครั้งผ่านกระบวนการอัปเกรดเครือข่ายที่เรียกว่า “Fork” ซึ่งการอัปเกรดเหล่านี้มีตั้งแต่การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้ต้องแยกบล็อกเชนออกมาเป็นเครือข่ายใหม่
สำหรับในเดือนสิงหาคมนี้ เครือข่าย Bitcoin เตรียมที่จะดำเนินการ Fork ครั้งสำคัญอีกถึงสองรอบ โดยแบ่งออกเป็นการอัปเกรดแบบย่อยหรือ Soft Fork จำนวนหนึ่งครั้ง และการอัปเกรดโครงสร้างหลักหรือ Hard Fork อีกหนึ่งครั้ง
สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าความเคลื่อนไหวในการเปลี่ยนแปลงระบบทั้งสองรูปแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อทิศทางของตลาดและพอร์ตการลงทุนของเราอย่างไร
ทำความเข้าใจการ Fork
ก่อนอื่นเลยนักลงทุนต้องเข้าใจก่อนว่าในโลกของบล็อกเชนการอัปเกรดเครือข่ายจะมีด้วยกัน 2 วิธี คือ Soft fork และ Hard fork
สำหรับ Soft fork อธิบายให้เข้าใจง่ายก็คือ การอัปเกรดเล็กน้อย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการปรับกฎและเงื่อนไขที่มีอยู่เดิม การ fork ในรูปแบบนี้มักจะทำงานร่วมกันได้กับระบบย้อนหลัง และจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีผู้ยอมรับเพียงพอในเครือข่าย ทำให้การอัปเกรดเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีการแตกคอ
ส่วน Hard fork จะเป็นขั้วตรงข้าม เนื่องจากมีการเสนอกฎใหม่ที่ไปขัดกับของเดิมหรือไม่สามารถทำงานร่วมกับของเก่าได้ ทำให้โหนดที่ยังไม่อัปเกรดจะทำการปฏิเสธบล็อกของโหนดที่อนุมัติ ซึ่งในกรณีที่เครือข่ายไม่เห็นพ้อง ก็จะเกิดการแยกตัวออกมาเป็นบล็อกเชนใหม่ แยกสินทรัพย์ใหม่ไปเลย เช่น Bitcoin Cash หรือ Ethereum Classic
BIP-110
เริ่มต้นกันที่การ Soft fork กันก่อนอย่างข้อเสนอ BIP-110 ที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า Softfork ชั่วคราวเพื่อลดข้อมูล ซึ่งถูกเสนอโดย Dathon Ohm โดยมีเป้าหมายหลักในการจัดการกับรูปแบบการฝังข้อมูลที่ใช้ในระบบ Ordinals, Inscriptions รวมถึงโทเคนประเภท BRC-20
ข้อกำหนดใหม่นี้มาพร้อมกับข้อจำกัดเฉพาะหลายประการ เช่น การกำหนดให้ scriptPubKeys ใหม่ที่มีขนาดเกิน 34 ไบต์กลายเป็นโมฆะ ยกเว้นเอาต์พุตประเภท OP_RETURN ที่ยอมรับได้สูงสุด 83 ไบต์ นอกจากนี้ การส่งข้อมูลและรายการพยานหลักฐานที่มีขนาดเกิน 256 ไบต์ก็จะถือเป็นโมฆะ รวมถึงประเด็นอื่นๆ
สำหรับตัว BIP-110 ได้ถูกออกแบบมาให้มีผลบังคับใช้แค่ชั่วคราวเป็นระยะเวลาเพียง 1 ปี และจะหมดอายุโดยอัตโนมัติทำให้ไม่น่าจะมีปัญหาต่อตัวเครือข่ายมาก และเหรียญที่มีอยู่เดิมก็จะยังคงสามารถเคลื่อนย้ายได้ตามกฎกติกาเดิมได้

ในส่วนของการเปิดใช้งานคาดว่า เครือข่ายจะเริ่มต้นช้าสุดในวันที่ 1 ก.ย. ซึ่งก่อนหน้านั้นจะมีช่วงเวลาให้ส่งสัญญาณเปิดใช้ประมาณวันที่ 8 สิงหาคม ทว่าข้อมูลในปัจจุบันบ่งชี้ว่าสัญญาณสนับสนุน BIP-110 ของกลุ่มนักขุดยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก
ความเสี่ยงของ BIP-100
การ fork ในครั้งนี้แม้จะเป็น soft fork แต่เสียงในชุมชนชาว Bitcoin กลับแตกออกเป็นสองฝั่ง โดยฝั่งสนับสนุนเชื่อว่าอัปเกรดนี้จะช่วยคัดกรองธุรกรรมที่ไม่ใช่เรื่องการเงินออกไปได้ในสัดส่วนที่สำคัญ เป็นการฟื้นฟูระเบียบของโปรโตคอลให้กลับมาเป็นดังเดิม ไม่ใช่การเซ็นเซอร์รูปแบบใหม่
ในทางกลับกัน ฝั่งผู้ไม่เห็นด้วยได้โต้แย้งว่า BIP-110 อาจเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความขัดแย้งในอนาคต ซึ่งอาจก่อให้เกิดการแยกตัวออกเป็นสองสายชั่วคราวหรือถาวร ในแบบที่ soft fork ในอดีตพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด
ดังนั้นการอัปเกรด BIP-110 จึงมีความย้อนแย้งเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก แม้ว่าแรงสนับสนุนที่มองเห็นได้จะดูเบาบาง แต่กลไกของมันกลับสร้างสถานการณ์ที่บีบให้ทุกฝ่ายต้องประสานงานร่วมกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวายได้
eCash Hard fork
ถัดมาในส่วนของการ hard fork บล็อกเชนขึ้นมาใหม่ในชื่อของ eCash ซึ่งถูกเสนอโดย Paul Sztorc แต่ครั้งนี้จะเป็นคนละตัวกับที่ Bitcoin Cash เคยทำมาก่อนในชื่อเดียวกันที่ใช่สัญลักษณ์ว่า (XEC)
การแยกตัวคาดว่าจะเกิดขึ้นที่บล็อก 964,000 หรือประมาณวันที่ 21 ส.ค. โดยผู้ที่ถือครอง Bitcoin อยู่เดิมจะได้รับยอดเหรียญ eCash ในจำนวนที่เท่ากัน ณ เวลาที่บันทึกข้อมูล Snapshot และมีรายงานว่าเขากำลังมีการวางแผนพัฒนาเครื่องมือแยกเหรียญ เพื่อช่วยแยกสินทรัพย์ทั้งสองออกจากกันในภายหลัง
สิ่งสำคัญที่ถูกเพิ่มเข้ามาในโครงสร้างหลักของบล็อกเชนสายใหม่นี้คือ ฟังก์ชันการทำงานแบบ Drivechain ซึ่งพัฒนาขึ้นบนมาตรฐาน BIP-300 และ BIP-301 โดยที่ BIP-300 จะอธิบายถึงระบบหลักประกันด้วยกำลังขุด ส่วน BIP-301 จะอธิบายถึงระบบการทำเหมืองร่วมแบบไม่เปิดเผยข้อมูล
กลไกเหล่านี้จะช่วยให้เครือข่ายย่อยหรือไซด์เชนที่มีลักษณะคล้ายบิตคอยน์สามารถทำงานได้ภายใต้รูปแบบการรักษาความปลอดภัยที่แตกต่างออกไป นอกจากนี้ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตัวยังระบุด้วยว่า มีไซด์เชนจำนวนหลายสายที่ถูกวางแผนไว้ให้พร้อมใช้งานทันทีหรืออยู่ระหว่างการเสนอให้เปิดใช้งานพร้อมกับการแยกตัวของเครือข่าย
อย่างไรก็ตามเนื่องจาก eCash ไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากเครือข่าย Bitcoin ในการแยกตัว นั่นจึงทำให้อุปสรรคสำคัญของพวกเขาจะเป็นการเสี่ยงดวงว่าเครือข่ายนี้จะสามารถเปิดตัวและประสบความสำเร็จจนได้นำเหรียญไปลิสต์ขึ้นกระดานเทรดหรือไม่
Fork ปีนี้ไม่เหมือนเดิม
การ fork ในอดีตเช่นปี 2017 ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในตอนที่ตลาดส่วนใหญ่ยังคงเป็นนักลงทุนรายย่อย แต่คราวนี้ในปี 2026 นั้นสัดส่วนใน Bitcoin จำนวนไม่น้อยล้วนตกอยู่ในมือของนักลงทุนสถาบัน
อ้างอิงจากเอกสารของทาง IBIT ที่เคยยื่นต่อ SEC ได้มีการระบุไว้ชัดเจนว่า ทางกองทุนจะสละสิทธิ์อย่างถาวรและไม่สามารถเรียกคืนได้ต่อสิทธิประโยชน์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากสินทรัพย์ที่เกิดจากการ Fork หรือ Airdrops เว้นแต่ SEC จะเปลี่ยนกฎ หมายความว่า Bitcoin ของสถาบันจำนวนมหาศาลจะถูกจำกัดโดยโครงสร้างไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเหรียญที่เกิดจากการ fork ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนบล็อกเชนก็ตาม
คนที่ถือ Bitcoin เองต้องทำอะไรบ้าง
สำหรับคนที่ทำการ self custody ถือเหรียญเองไว้กับตัว เมื่อข้อเสนอ BIP-110 มาถึงถ้าคุณเป็นผู้ใช้ทั่วไปที่โอนเข้า-ออกธรรมดา ให้อยู่เฉย ๆ และหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมในช่วงที่มีการบังคับส่งสัญญาณเพื่อป้องกันเงินค้างหรือความสับสนของเครือข่าย
แต่ถ้ามีการใช้งานกระเป๋าเงินประเภทพิเศษ เช่น มัลติซิก หรือมีการตั้งเงื่อนไข Taproot ขั้นสูง ต้องไปตรวจสอบกับผู้พัฒนากระเป๋าเงินนั้น ๆ ว่าระบบรองรับกฎใหม่ของ BIP-110 แล้วหรือยัง
ส่วนผู้ที่สนใจรอเก็บ eCash ที่จะแจกในอัตราส่วน 1:1 อาจต้องทำการถอนบิตคอยน์ออกจากศูนย์ซื้อขายมาไว้ในกระเป๋าตัวเอง เพราะเว็บเทรดและกองทุนต่าง ๆ มีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่แจกเหรียญให้ตามกฎ แต่ถึงอย่างนั้นนักลงทุนก็ต้องเข้าใจด้วยว่า มูลค่าของ eCash จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้หลังจากมีการแยกตัวออกมา
ที่มา : Bitcoin.com
มุมมองผู้เขียน : ส่วนตัวคิดว่าถ้าเป็นผู้ใช้งานธรรมดาการ Fork ทั้งสองครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อนักลงทุนหรือราคามากนัก ถ้าจะให้ดีก็ควรงดทำธุรกรรมบนเชนโดยตรงในช่วงที่มีการอัปเกรดหากอยากที่จะป้องกันไว้ก่อน

