bitkub-banner

12 Altcoin ที่โดดเด่นน่าจับตา ก่อนตลาดคริปโตกลับตัวสู่เข้าสู่ช่วงขาขึ้นรอบใหม่

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ยุคซื้อเหรียญมั่ว ๆ แล้วกำไรจบลงแล้ว นักลงทุนในตอนนี้ จะเลือกเฉพาะโปรเจกต์ที่มีรายได้จริง มี Tokenomics แข็งแรง และผู้ใช้งานโตต่อเนื่อง
  • 12 เหรียญที่นักวิเคราะห์จับตา ครอบคลุมตั้งแต่สาย DeFi อย่าง Hyperliquid และ Aave ไปจนถึงสาย RWA อย่าง Chainlink และ Ondo รวมถึงสาย AI อย่าง Bittensor และ NEAR
  • จุดร่วมสำคัญของหลายโปรเจกต์คือ กลไกลดอุปทานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อคืน การเผาเหรียญ หรือการล็อกโทเคนถาวร ซึ่งจะช่วยหนุนราคาในระยะยาว

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bullish

โปรเจกต์ส่วนใหญ่ในรายชื่อนี้มีรายได้ที่เกิดขึ้นจริงมารองรับ ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่กระแสเก็งกำไรชั่วคราว ซึ่งปัจจัยความแข็งแกร่งนี้มักจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในระยะยาวจากนักลงทุนสถาบันและผู้เล่นรายใหญ่ให้ไหลเข้าสู่ตลาดได้มากกว่ารอบที่ผ่านๆ มา

ปัจจุบันตลาดคริปโตฯ เปลี่ยนเข้าสู่ยุคที่นักลงทุนมีความพิถีพิถันและเลือกสรรมากขึ้น โดยยุคที่ซื้อเหรียญไหนก็กำไรได้ง่ายๆ นั้นจบลงแล้ว แต่นักลงทุนยุคนี้จะเลือกให้มูลค่า และลงทุนเฉพาะในโปรเจกต์ที่มีรายได้เกิดขึ้นจริง มี Tokenomics ที่แข็งแกร่ง มีอัตราการเติบโตของผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง และมีประโยชน์ในการใช้งานจริงที่ชัดเจนเท่านั้น 

ในบทความนี้ ทางสยามบล็อกเชน จะพาไปดู 12 เหรียญ Altcoins ที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า มีความโดดเด่นและน่าจับตามองที่สุดในสภาวะตลาดปัจจุบัน

1. Hyperliquid (HYPE)

ที่มาภาพ : flipster

ยังคงเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ทำผลงานได้แข็งแกร่งที่สุดในฝั่ง DeFi โดยตัวโปรโตคอลสามารถสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมสะสมได้มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการทยอยซื้อเหรียญ HYPE คืนจากตลาด ช่วยสร้างแรงซื้อที่มั่นคงและลดอุปทานหมุนเวียนลงเรื่อย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น โปรเจกต์นี้ยังคงครองความเป็นเจ้าตลาดในการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สแบบไร้ศูนย์กลาง (Perpetual Trading) จึงถูกยกให้เป็นหนึ่งในผู้ชนะรายใหญ่ที่สุดของวัฏจักรตลาดรอบนี้

2. Jupiter (JUP)

ที่มาภาพ : pintu

ได้วิวัฒนาการตัวเองไปไกลกว่าการเป็นแค่แพลตฟอร์ม DEX บน Solana ทั่วไป ปัจจุบันมีทั้งบริการเทรดฟิวเจอร์ส ตลาดทำนายผล และผลิตภัณฑ์ DeFi อีกมากมาย 

ความโดดเด่นคือ มีรายได้รวมต่อปีประมาณ 190 ล้านดอลลาร์ และมีค่าธรรมเนียมโปรโตคอลต่อปีราว 41 ล้านดอลลาร์ โดยมีคลัง “Litterbox” คอยเก็บส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมไว้ใช้เพิ่มมูลค่าเหรียญในอนาคต 

อีกทั้งก่อนหน้านี้ เคยเผาเหรียญ JUP ทิ้งไปแล้ว 130 ล้านโทเคน และนำ 3,000 ล้านโทเคนออกจากระบบถาวร ประกอบกับกำหนดการปลดล็อกเหรียญส่วนใหญ่ได้สิ้นสุดลงแล้ว ทำให้แรงเทขายในอนาคตลดลงอย่างมาก

3. Aerodrome Finance (AERO)

ที่มาภาพ : securities

เป็นอีกหนึ่งเหรียญโปรดของนักวิเคราะห์ เนื่องจากมีโมเดลโทเคนที่ไม่เหมือนใคร แทนที่จะใช้วิธีเผาเหรียญทิ้ง แต่อัตราส่วนขนาดใหญ่ของอุปทานเหรียญ AERO จะถูกนำไปล็อกไว้ถาวร เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดเหรียญหมุนเวียนในระบบ และเมื่อบวกกับกิจกรรมการใช้งานที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดบนเครือข่าย Base ยิ่งส่งผลให้ Aerodrome ดึงดูดสภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายได้อย่างมหาศาล

กลุ่มสินทรัพย์กู้ยืม, โครงสร้างพื้นฐาน และเหรียญระดับบิ๊กเนม

4. Aave (AAVE)

ที่มาภาพ : guarda

ยังคงรักษาสถานะแพลตฟอร์มกู้ยืมคริปโต (Lending) ที่แข็งแกร่งที่สุดในวงการ โดยตัวโปรโตคอลถูกคาดการณ์ว่า จะสามารถสร้างกำไรสุทธิต่อปีได้สูงถึงประมาณ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีแรงหนุนมาจากกิจกรรมการกู้ยืมที่เติบโตและรายได้โปรโตคอลที่สมบูรณ์ 

นักวิเคราะห์มองว่า Aave เป็นหนึ่งในไม่กี่โปรเจกต์ในโลก DeFi ที่มีโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนและมีจำนวนผู้ใช้งานเติบโตอย่างสม่ำเสมอ

5. Chainlink (LINK)

ที่มาภาพ : binance

ผู้นำที่แท้จริงในภาคส่วนสินทรัพย์ในโลกจริง (RWA) และบล็อกเชนสำหรับสถาบันการเงิน โดยมีพัฒนาการสำคัญคือ การจับมือเป็นพันธมิตรกับ DTCC เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์โทเคน 

ปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ที่เปิดใช้งาน (TVE) มากกว่า 32 ล้านล้านดอลลาร์ และมีมูลค่าสินทรัพย์ที่ดูแลความปลอดภัย (TVS) ราว 43,000 ล้านดอลลาร์ 

นอกจากนี้ ยังมีระบบ Chainlink Reserve ที่นำรายได้โปรโตคอลไปกว้านซื้อเหรียญ LINK คืนจากตลาดเปิดเพื่อสร้างความต้องการระยะยาว ทำให้ LINK เติบโตจากความต้องการใช้งานขององค์กรจริง ๆ ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร

6. Stellar (XLM) 

ที่มาภาพ : binance

บล็อกเชนชั้นนำที่เน้นระบบการชำระเงิน และยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายพันธมิตร กับสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายนั้นได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ จากการนำบล็อกเชนไปใช้ในการโอนเงินข้ามประเทศและการออกสินทรัพย์โทเคน ทำให้ XLM เป็นหนึ่งในผู้เล่นฝั่งโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งมาก

7. XRP

ที่มาภาพ : binance

ราคา XRP ยังคงได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการขยายเครือข่ายการชำระเงินของ Ripple และความร่วมมือกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ในช่วงที่กระแสการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน และการชำระดุลข้ามพรมแดนกำลังได้รับความนิยม 

นักวิเคราะห์จึงมองว่า XRP ยังคงเป็นหนึ่งในคริปโตเคอเรนซีกลุ่ม Utility (เน้นประโยชน์ใช้สอย) ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุด และมีการใช้งานจริงในโลกการเงินที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

บล็อกเชนระดับองค์กร, คลื่นลูกใหม่สาย AI และ สินทรัพย์ RWA

8. Hedera (HBAR)

ที่มาภาพ : binance

สามารถดึงดูดการยอมรับจากระดับองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านสภาผู้บริหารเครือข่าย และการเป็นพันธมิตรกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกมากมาย การมุ่งเน้นไปที่การทำโทเคนดิจิทัล, ระบบการยืนยันตัวตน และแอปพลิเคชันระดับองค์กร ทำให้ HBAR เป็นหนึ่งในโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานชั้นนำที่น่าจับตามอง

9. Algorand (ALGO)

ที่มาภาพ : binance

ยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งในแง่ของการนำบล็อกเชนไปปรับใช้ในสถาบันการเงิน เครือข่ายมีการพัฒนาขีดความสามารถในการขยายระบบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรองรับสินทรัพย์โทเคน และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ทำให้มันยังคงเป็นโปรเจกต์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแน่นปึกในมุมมองของนักวิเคราะห์

10. Bittensor (TAO)

ที่มาภาพ : binance

กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเหรียญคริปโตสายปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ใหญ่ที่สุด โดยมีจุดแข็งคือ กระแส AI เป็นเทรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกคริบโต ตัวเหรียญมีอุปทานจำกัดสูงสุดตายตัวอยู่ที่ 21 ล้านโทเคน เหมือน Bitcoin ไม่มีสัดส่วนการแบ่งเหรียญให้กลุ่มทุนใหญ่ (VC) แบบดั้งเดิม และระบบเครือข่ายย่อย (Subnets) จำเป็นต้องทำการล็อกเหรียญ TAO เอาไว้เพื่อเปิดใช้งาน ซึ่งช่วยลดอุปทานหมุนเวียนในตลาด บวกกับโมเดลการลดรางวัลการขุดลงครึ่งหนึ่ง ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า TAO เป็น Altcoins ระยะยาวที่ดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุด

11. NEAR Protocol (NEAR)

ที่มาภาพ : bitkubacademy

เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในฐานะระบบนิเวศสำหรับ AI ควบคู่ไปกับการพัฒนาความเร็วในการขยายเครือข่ายและกิจกรรมของกลุ่มนักพัฒนา โปรเจกต์นี้เริ่มถูกมองว่า เป็นบล็อกเชนโครงสร้างพื้นฐานชิ้นสำคัญสำหรับเทคโนโลยี AI ที่มีการเปิดรับใช้งานในวงกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

12. Ondo Finance (ONDO)

ที่มาภาพ :  ondofinance

หนึ่งในผู้นำของโปรเจกต์กลุ่มสินทรัพย์ในโลกจริง (RWA) ท่ามกลางกระแสที่สถาบันการเงินระดับโลกกำลังปรับตัวมุ่งหน้าสู่การแปลงผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัล 

นักวิเคราะห์ระบุว่า ONDO อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบที่สุดที่จะได้รับผลประโยชน์จากภาคส่วน RWA ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกคริบโต และเป็นเหรียญสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในวัฏจักรตลาดรอบนี้

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ที่มา : coinpedia


มุมมองผู้เขียน : เหรียญกลุ่มที่มีกลไกซื้อคืนหรือล็อกอุปทานถาวรอย่าง HYPE, JUP, AERO และ LINK น่าจะได้เปรียบมากกว่าในระยะยาว เพราะดีมานด์ถูกหนุนด้วยรายได้จริงไม่ใช่แค่ความหวัง 

ส่วนสาย AI อย่าง TAO และ NEAR ยังมีความผันผวนสูงตามกระแสข่าว จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากกว่า การกระจายพอร์ตให้ครอบคลุมหลายภาคส่วนยังเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในสภาวะตลาดที่คัดสรรมากขึ้นแบบนี้