สรุปข่าว
- ICBC ธนาคารที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในโลก ประกาศระงับบริการเทรดโลหะมีค่าแบบใช้เลเวอเรจที่ผูกกับตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ทั้งหมด มีผลหลังปิดตลาดวันที่ 24 กรกฎาคม 2026
- ธนาคารใหญ่รายอื่นทั้ง Postal Savings Bank of China, Ping An Bank และ China Guangfa Bank ออกมาตรการทำนองเดียวกัน บีบให้นักลงทุนรายย่อยเหลือทางเลือกแค่ ขาย ปิดสถานะ หรือรับมอบทองคำจริงเท่านั้น
- สวนทางกับฝั่งรัฐบาล เพราะธนาคารกลางจีนยังคงเดินหน้าซื้อทองคำสะสมต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 สะท้อนว่า เป้าหมายคือกำจัดความเสี่ยงเก็งกำไรรายย่อย ไม่ใช่การมองลบต่อทองคำในภาพรวม
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
มาตรการนี้เป็นการควบคุมความเสี่ยงในประเทศจีนเป็นหลัก ไม่ได้กระทบสภาพคล่องของตลาดทองคำโลกอย่าง COMEX หรือตลาดสปอตลอนดอนโดยตรง สิ่งที่ต้องจับตาจริง ๆ คือ ส่วนต่างราคาทองคำเซี่ยงไฮ้เทียบกับราคาตลาดโลก หากนักลงทุนจีนแห่ขอรับทองคำแท่งจริงแทนการถอนเงินสด อาจกลายเป็นแรงหนุนราคาทองในระยะถัดไปได้
ธนาคารอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน (ICBC) ซึ่งเป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในโลก ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนต่อนักลงทุนรายย่อย โดยสั่งระงับการให้บริการเทรดโลหะมีค่าแบบใช้เลเวอเรจที่ผูกกับตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ทั้งหมด หลังการชำระราคาในวันที่ 24 กรกฎาคม 2026
ขณะที่ธนาคารใหญ่อื่น ๆ ทั้ง Postal Savings Bank of China, Ping An Bank และ China Guangfa Bank ก็ได้ออกประกาศในลักษณะเดียวกัน โดยให้นักลงทุนรายย่อย มีเพียง 3 ทางเลือกเท่านั้น คือ 1. ขาย 2. ปิดโพซิชัน หรือ 3. รับส่งมอบทองคำจริง เท่านั้น
ช่วงเวลาของประกาศนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดผันผวนอย่างรุนแรง โดยราคาทองคำในตลาดเซี่ยงไฮ้ได้ร่วงลงต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในเดือนมิถุนายน หลังจากขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเกือบ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อช่วงต้นปี
ส่งผลให้ธนาคารบางแห่ง เช่น Bank of China และ China CITIC Bank ต้องปรับเพิ่มหลักประกัน สูงถึง 140% ในเดือนนี้ ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนต้องวางหลักประกันมากกว่ามูลค่าสัญญาจริง ทำให้การกู้เงินมาเทรดต่อ ไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป
ทั้งนี้ ธนาคาร ICBC ได้ประกาศเตรียมยกเลิกให้บริการเสนอราคาเทรดทองคำและโลหะมีค่าสำหรับลูกค้ารายบุคคลทุกสัญญาในตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (เช่น Au99.99, Au100g หรือสัญญา T+D) โดยหลังปิดตลาดวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ระบบจะปิดการใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง รวมถึงเคาน์เตอร์สาขา พร้อมทั้งจำกัดสิทธิ์ในการส่งมอบโลหะมีค่าทันที
ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลต้องการปิดฉาก
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ธนาคารในจีนเคยผ่านประสบการณ์ในลักษณะนี้มาแล้ว ย้อนกลับไปในเดือนเมษายน 2020 ผลิตภัณฑ์ “Crude Oil Treasure” ของ Bank of China ได้เกิดการล่มสลาย เนื่องจากราคาน้ำมันดิบฟิวเจอร์สร่วงดิ่งลงติดลบ จนทำให้นักลงทุนรายย่อยติดหนี้มหาศาล
เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้ทางการจีนสั่งคุมเข้มการเปิดบัญชีรายย่อยใหม่ในตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ และเร่งทยอยปิดบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 2025 ดังนั้น การประกาศสั่งปิดบัญชีในเดือนกรกฎาคม 2026 นี้จึงเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการปิดฉากการเทรดทองแบบกู้เงินที่ยืดเยื้อมานานหลายปี
มาตรการนี้ไม่ได้เป็นการสั่งห้ามซื้อขายทองคำทั้งประเทศ เพราะประชาชนยังคงซื้อทองคำแท่ง ออมทอง หรือลงทุนในกองทุน Gold ETF ได้ตามปกติ แต่สิ่งที่ทางการจีนต้องการจะสั่งห้ามจริงๆ คือ การที่นักลงทุนรายย่อยกู้เงินมาเก็งกำไรจากความผันผวนของราคาทองคำผ่านแอปธนาคาร
ยิ่งไปกว่านั้น รายงานจาก BullionVault และสภาทองคำโลกยังชี้ว่า รัฐบาลจีนไม่ได้แค่ต้องการอุดรอยรั่วความเสี่ยงทางการเงินเท่านั้น แต่กำลังพยายามบีบให้เงินออมของประชาชนย้ายจากการเก็งกำไรใน “ทองคำกระดาษ” ไปสู่ภาคส่วนที่รัฐบาลควบคุมได้ง่ายกว่า เช่น ตลาดหุ้นในประเทศ หรือกองทุนศูนย์ข้อมูล AI ที่กำลังมาแรงนั่นเอง
สวนทางธนาคารกลางจีน และสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติควรจับตา
ในขณะที่รัฐบาลจีนสั่งกวาดล้างนักเทรดรายย่อย แต่ในอีกมุมหนึ่ง ธนาคารกลางจีน (PBOC) กลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยข้อมูลจากสภาทองคำโลกระบุว่า ธนาคารกลางจีนได้กว้านซื้อทองคำเพิ่มอีก 10 ตันในเดือนพฤษภาคม ทำสถิติซื้อสะสมต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 19 จนดันปริมาณทองคำสำรองพุ่งสูงถึงประมาณ 2,331 ตัน หรือคิดเป็น 9% ของเงินสำรองทั้งหมด ซึ่งนี่คือการช้อนซื้อเพื่อสร้างความมั่นคงในระดับประเทศ ที่เป็นคนละเรื่องกับการเก็งกำไรของรายย่อยที่สร้างความผันผวนให้กับระบบธนาคาร
สำหรับนักลงทุนนอกประเทศจีน เส้นตายวันที่ 24 กรกฎาคมของ ICBC อาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทองคำโลกอย่าง COMEX, ตลาดสปอตลอนดอน หรือกองทุน Gold ETF ในฝั่งสหรัฐฯ แต่มันคือสัญญาณเตือนชัดเจนว่า รัฐบาลจีนเริ่มมองการเทรดทองแบบใช้เลเวอเรจของรายย่อยเป็น “ความเสี่ยง” ที่ไม่อยากให้แฝงอยู่ในธนาคารใหญ่อีกต่อไป
โดยจุดที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาดูให้ดีคือ “ส่วนต่างราคาทองคำเซี่ยงไฮ้เทียบกับราคาตลาดโลก”เพราะหากนักลงทุนชาวจีนเลือกที่จะ “กดขอรับทองคำแท่งจริง” ออกมาแทนการถอนเงินสด ก็จะดันให้ส่วนต่างราคานี้กว้างขึ้น สะท้อนว่า ความต้องการทองคำแท่งในจีนยังคงแข็งแกร่งมาก แต่ถ้าส่วนต่างราคายังคงนิ่งๆ เรื่องนี้ก็เป็นเพียงแค่การลดความเสี่ยงของระบบธนาคารจีนเท่านั้น
ที่มา : startupfortune
มุมมองผู้เขียน : มาตรการครั้งนี้ดูเหมือนการจัดระเบียบภายในมากกว่าการส่งสัญญาณลบต่อทองคำ เพราะฝั่งธนาคารกลางจีนเองยังซื้อสะสมไม่หยุด

