bitkub-banner

ไขความลับนักลงทุนคริปโทฯ เกาหลีใต้! รอดจากแฮก Coldcard  Wallet ได้อย่างไร

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักลงทุนเกาหลีใต้แทบไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ Coldcard ถูกเจาะ แม้จะมีการใช้อุปกรณ์กระเป๋าเงินดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
  • นักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นผลจากวัฒนธรรม ที่นักลงทุนถูกปลูกฝังไม่ให้ไว้ใจระบบสุ่มภายในตัวเครื่องแต่แรก และสร้างค่าความสุ่มด้วยตนเองแบบอนาล็อกจึงไม่ถูกเจาะ
  • ความเสียหายหนักในฝั่งตะวันตกคาดว่าเกิดจากการหลงเชื่อคำโฆษณาและอินฟลูฯ ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของบิตคอยน์ที่เน้นการตรวจสอบมากกว่าความเชื่อใจ

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

ท่ามกลางวิกฤตการเจาะช่องโหว่ Coldcard Wallet ที่สร้างความเสียหายทั่วโลกรวมกว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชุมชนบิทคอยน์ในเกาหลีใต้กลับแทบไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว แม้มีการใช้อุปกรณ์ยี่ห้อเดียวกันก็ตาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการไหลเวียนของข้อมูลและค่านิยมในชุมชนสามารถกระจายความเสี่ยงไปยังผู้ใช้งานพร้อมกันเป็นจำนวนมากได้หากขาดการตั้งคำถามที่เหมาะสม

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเหตุการณ์เจาะช่องโหว่ Coldcard Wallet ได้สร้างผู้เสียหายจำนวนมากมายทั่วทุกมุมโลก และมีสินทรัพย์ถูกขโมยออกไปแล้วกว่า $130 ล้าน แต่ดูเหมือนว่านักลงทุนชาวเกาหลีใต้จะแทบไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากเรื่องนี้ 

ในระหว่างการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ชุมชนชาว Bitcoin ของเกาหลีใต้กลับกลายเป็นชุมชนที่แทบจะไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว อย่างน่าประหลาดใจทั้งที่พวกเขาก็เป็นผู้ใช้งาน  Coldcard Wallet เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ  โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า นี่อาจเป็นผลมาจาก “พฤติกรรมทางวัฒนธรรม” มากกว่าเป็นเพียงแค่ความโชคดีหรือเหตุผลทางเทคนิค 

ทำไมนักลงทุนเกาหลีใต้ถึงรอด?

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Coldcard Wallet หลักๆ แล้วจะมาจากสิ่งที่เรียกว่า “Entropy” หรือค่าระดับความสุ่มที่ใช้ในการสร้าง seed phrase ซึ่งมีปัญหาและหละหลวมกว่าที่ควรจะเป็น

สาเหตุที่ทำให้ชาวเกาหลีใต้แทบไม่ได้มีรายงานการสูญเสีย Bitcoin แม้จะเป็นประเทศที่เริ่มมีการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวมาตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นผลมาจากความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างในวิธีการถือครองสินทรัพย์ด้วยตนเอง (Self-custody) ของชาวบิทคอยน์ในเกาหลีใต้ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของทักษะส่วนบุคคล

นักวิเคราะห์ Koji Higashi ระบุว่า ชุมชน Bitcoin ในเกาหลีใต้มีการพร่ำสอนกันมาอย่างยาวนานว่า อย่าไว้ใจระบบภายในของฮาร์ดแวร์วอลเล็ตใด ๆ และให้สร้าง Entropy ขึ้นมาเอง 

วิธีการที่ได้รับการแนะนำนั้นมีความตั้งใจให้เป็นแบบอนาล็อกโดยเฉพาะ โดยผู้ใช้งานจะทอยลูกเต๋าจริงหรือโยนเหรียญเพื่อสร้างความสุ่มที่แท้จริง จากนั้นจึงถอดรหัสออกมาเป็นวลีสุ่มสำหรับกู้คืนกระเป๋าตามมาตรฐาน BIP39 แบบออฟไลน์ 

คำแนะนำในช่องทางท้องถิ่นยังลงลึกไปอีกขั้น ด้วยการอธิบายถึงการโยนเหรียญ 128 หรือ 256 ครั้ง เพื่อสร้างวลีสุ่มสี่สิบสองหรือยี่สิบสี่คำ แล้วจึงแปลงเลขฐานสองเป็นเลขฐานสิบด้วยเครื่องคิดเลขทั่วไป แทนที่จะใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งผลลัพธ์ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าถึงจะดูยุ่งยากแต่ก็ช่วยให้นักลงทุนจำนวนมากรอดพ้นจากวิกฤติในครั้งนี้

ความซีเรียสของนักลงทุนชาวเกาหลีใต้จึงกลายมาเป็นเกราะป้องกันโดยอัตโนมัติที่พวกเขาไม่รู้ตัว ในขณะที่ชุมชน Bitcoin ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักต่างประสบปัญหาการถูกโจรกรรมเพราะไว้ใจในอุปกรณ์ที่สั่งซื้อมามากเกินไป แม้ว่าจะปฏิบัติตัวถูกต้องตามขั้นตอนทั้งหมดแล้ว

สุดท้ายนี้ Higashi จึงสรุปได้ว่าสาเหตุที่ความเสียหายในภูมิภาคอื่นสูงกว่าเกาหลีใต้นอกจากจะเป็นเรื่องของพฤติกรรมนักเทรดแล้ว ยังเป็นผลมาจากการ “เชื่อฟังอินฟลูเอนเซอร์” ที่มากเกินไป ซึ่งบุคคลเหล่านั้นมักได้รับค่าโฆษณามาจาก Coinkite เพื่อยกย่องผลิตภัณฑ์ว่ามีความน่าเชื่อถือและปลอดภัย

พอมีคนเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ได้ลุกลามจนกลายมาเป็นห้องเสียงสะท้อนที่ทุกคนต่างยกย่องว่าสิ่งนี้ไร้ที่ติจนไม่ได้มีใครคิดจะไปตรวจสอบอย่างจริงจัง ซึ่งขัดกับหลักการของ Bitcoin อย่างหนักที่ว่า จงอย่าเชื่อมั่นแต่ให้ตรวจสอบ

เหตุการณ์ Coldcard จึงไม่เพียงแต่เป็นการเปิดโปงปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ภายในซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการเผยให้เห็นว่าการไหลเวียนของข้อมูลภายในชุมชน สามารถกระจายและสั่งสมความเสี่ยงไปยังผู้ใช้งานอิสระจำนวนนับพันคนพร้อมกันได้อย่างไร

ที่มา: Beincrypto


มุมมองผู้เขียน : เรื่องราวนี้ได้แสดงให้เห็นว่าความรู้และแนวคิดนั้นสำคัญขนาดไหน เพราะต่อให้ทุกคนจะใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ยี่ห้อเดียวกัน แต่สิ่งที่ตัดสินชีวิตระหว่างผู้รอดชีวิตกับผู้สูญเสียกลับเป็นความรู้เชิงลึกและจิตสำนึกที่ไม่ยอมพึ่งพาความเชื่อใจ การมีเทคโนโลยีล้ำสมัยไว้ในมือจึงแทบไร้ความหมาย หากผู้ใช้งานขาดแนวคิดเรื่องการป้องกันตนเองตั้งแต่ต้นน้ำ