สรุปข่าว
- Matt Hougan CIO จาก Bitwise ระบุว่า การแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงเป็นโทเคน และการเชื่อมโลกการเงินดั้งเดิมเข้าสู่บล็อกเชนจะเป็นชนวนหลักของขาขึ้นรอบถัดไป
- ปัจจุบันตลาดยังมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของมูลค่าสินทรัพย์โลก ทำให้ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกถึง 2,000 เท่า อีกทั้งตอนนี้ก็มีสถาบันการเงินต่างๆ ให้ความสนใจคับคั่ง
- การเติบโตของตลาดคริปโทฯ อาจไม่หวือหวาเท่าในอดีต เนื่องจากเงินทุนและกระแสความสนใจบางส่วนถูกแบ่งไปให้เทคโนโลยี AI, หุ่นยนต์ และตลาดพยากรณ์ทำนายผล
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของ Bitwise ประเมินว่า ในช่วง 12-24 เดือนข้างหน้าตลาดจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ Tokenization ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้สูงถึง 2,000 เท่า ทว่าการเติบโตของตลาดขาขึ้นรอบนี้อาจเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปเนื่องจากสภาพคล่องถูกแบ่งไปให้เทคโนโลยี AI และตลาดพยากรณ์ แต่อุตสาหกรรมจะยังคงเดินหน้าอย่างมั่นคงบนรากฐานการยึดโยงกับมูลค่าที่แท้จริง
Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนจาก Bitwise ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าในช่วง 12-24 เดือนถัดจากนี้จะเป็นช่วงเวลาของเทรนด์การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization)
Hougan ระบุว่า ทั่วทั้งโลกต่างต้องการที่จะแปลงสินทรัพย์ให้กลายเป็นเหรียญ และโลกก็อยากที่จะผลักดันโลกการเงินเข้าสู่บล็อกเชน ดังนั้น โปรเจกต์ใดก็ตามที่ทุ่มแรงโฟกัสไปยังสิ่งเหล่านี้กำลังจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วง 1-2 ปีนี้
Hougan กล่าวเสริมว่า โปรเจกต์ที่กล่าวมานั้นเปรียบเหมือนจุดตัดระหว่างระบบ Onchain และการเงินแบบดั้งเดิม ซึ่งตลาดกระทิงรอบถัดไปจะถูกขับเคลื่อนด้วยโปรเจกต์ที่อยู่ตรงจุดตัด และถึงแม้ตอนนี้จะอยู่ในช่วงตลาดหมี แต่มูลค่าสินทรัพย์ของ Stablecoin รวมถึงหุ้นโทเคนกลับมีอัตราการเติบโตถึงประมาณ 600% ต่อปี ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan, Vanguard และ BlackRock ต่างพากันจ้างงานในแผนกนี้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน
โอกาสในตลาดสินทรัพย์โทเคน
ปัจจุบัน มูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนมีมูลค่าเพียงประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดในโลกที่มีมูลค่าสูงถึง 600 ล้านล้านดอลลาร์ ตลาดนี้จึงมีสัดส่วนไม่ถึง 1% และมีโอกาสเติบโตได้อีกถึง 2,000 เท่า
Hougan แนะว่านักลงทุนไม่ควรต้องไปสนใจเรื่องการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด เพราะเมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock เข้ามา ตลาดโดยรวมจะขยายตัวขึ้นจนส่งผลดีต่อผู้เล่นทุกราย
DeFi ยุคใหม่
นอกเหนือจากประเด็นเรื่อง Tokenization แล้ว Hougan ยังมีการกล่าวถึงเรื่อง DeFi ด้วยและได้มีการพูดขึ้นมาว่าโปรเจกต์จำเป็นต้องมีการยกระดับโทเคนโนมิกส์ เพื่อสร้างมูลค่าจริง
ในอดีตเหรียญ DeFi ถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถส่งต่อมูลค่าหรือรายได้ของแพลตฟอร์มไปสู่ผู้ถือเหรียญได้จริง เนื่องจากความกังวลว่าอาจถูก SEC ตัดสินว่าเป็นหลักทรัพย์แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ Hyperliquid ซึ่งนำรายได้จากแพลตฟอร์มกว่า 99% ไปใช้ซื้อโทเคนคืนเพื่อดึงมูลค่ากลับสู่ระบบ ส่งผลให้โทเคนของแพลตฟอร์มเติบโตอย่างโดดเด่นและมีระดับราคาต่อกำไรที่สมเหตุสมผลเหมือนหุ้นฟินเทคทั่วไป
นอกจากนี้ Hougan ยังเชื่อว่าระบบโทเคนโนมิกส์จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเหรียญขนาดกลางและขนาดเล็ก (มูลค่าตลาดราว 1-3 พันล้านดอลลาร์) ในขณะที่เหรียญระดับเมกะแคป อย่าง Bitcoin, Ethereum หรือ Solana จะถูกขับเคลื่อนด้วย เรื่องเล่ามากกว่า
อย่างไรก็ตาม ตลาดขาขึ้นรอบนี้ของคริปโต อาจจะค่อยเป็นค่อยไปและเติบโตช้ากว่าในอดีตเนื่องจากสภาพคล่องและกระแสความสนใจได้ถูกแบ่งไปให้กับตลาดพยากรณ์ทำนายผล, เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์
แต่ในประเด็นนี้ Hougan ไม่กังวลเรื่องที่ AI จะแย่งพลังประมวลผลไปจากนักขุด Bitcoin จนกระทบต่อระบบความปลอดภัย เนื่องจากโครงสร้างการขุดของ Bitcoin มีระบบปรับความยากที่ช่วยรักษาสมดุลของตัวเองอยู่แล้ว
ที่มา: Cointelegraph
มุมมองผู้เขียน : มุมมองของ Bitwise สะท้อนว่ามูลค่าในโลกคริปโทฯ กำลังย้ายจากการเก็งกำไรไปสู่การประเมินด้วยกระแสเงินสดและผลตอบแทนจริง โดยการมาถึงของ Tokenization จะเป็นสะพานเชื่อมสภาพคล่องมหาศาลจากสถาบันการเงินดั้งเดิมเข้ามาในระบบ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนภาพจำของ DeFi ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับไม่ต่างจากหุ้นฟินเทคในที่สุด

