bitkub-banner

6 Altcoins เตรียมรับส้มหล่นรับอานิสงส์ออกกฎ Stablecoin จากคลังสหรัฐฯ 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • GENIUS Act ขีดเส้นตายห้ามผู้ออกเหรียญที่ไม่มีใบอนุญาตในสหรัฐฯ ตั้งแต่ 18 ม.ค. 2027 และห้ามแพลตฟอร์มขายเหรียญไร้ใบอนุญาตตั้งแต่ 18 ก.ค. 2028
  • HYPE, ARB, POL และ SOL ได้เปรียบจากสัดส่วน USDC ที่สูง ส่วน ETH ได้ประโยชน์จากขนาดสภาพคล่องขณะที่ XRP มีข้อได้เปรียบตรงจากการออกเหรียญ RLUSD เอง
  • Tether ซุ่มออกเหรียญ USAT เพื่อกรุยทางเข้าสหรัฐฯ สวนทางกับ Tron ที่พึ่งพา USDT สูงถึง 97.9% และเลือกไม่ปรับตัวตามมาตรฐานกฎหมายสหรัฐฯ

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เร่งผลักดันร่างกฎระเบียบภายใต้กฎหมาย GENIUS Act เพื่อสร้างมาตรฐานการกำกับดูแล Stablecoin ในสหรัฐฯ ท่ามกลางการเตรียมความพร้อมของบริษัทที่ได้รับอนุมัติใบอนุญาตธนาคารทรัสต์แบบมีเงื่อน ส่งผลให้ 6 บล็อกเชนหลักที่มีสัดส่วน Stablecoin ถูกกฎหมายสูงจะได้รับผลประโยชน์จากระเบียบใหม่

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เดินหน้าจัดระเบียบตลาดคริปโทเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ ด้วยการออกกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อกำกับดูแล Stablecoin โดยกฎนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า โทเคนที่ผูกมูลค่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐตัวใดจะได้รับอนุญาตให้เปิดบริการแก่ชาวอเมริกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลดีและสร้างความได้เปรียบให้กับโปรเจกต์เหรียญ Altcoin 6 ตัวนี้

ย้อนกลับไปในเดือน ก.ค. 2025 สภาคองเกรสได้ผ่านร่างกฎหมาย GENIUS Act ซึ่งกำหนดให้โทเคนที่ผูกกับเงินดอลลาร์ต้องมีใบอนุญาตจากสหรัฐฯ จึงจะสามารถให้บริการแก่ผู้ใช้ชาวอเมริกันได้ 

ภายในกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดเส้นตายที่สำคัญไว้ 2 ช่วงเวลา ได้แก่ วันที่ 18 มกราคม 2027 ที่เริ่มบังคับใช้มาตรการสั่งห้ามผู้ออกเหรียญที่ไม่มีใบอนุญาตดำเนินการภายในประเทศ และตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2028 เป็นต้นไป แพลตฟอร์มต่าง ๆ จะถูกสั่งห้ามไม่ให้เสนอขาย Stablecoin เพื่อการชำระเงินแก่บุคคลชาวอเมริกันโดยเด็ดขาด เว้นแต่จะเป็นเหรียญจากผู้ออกที่ได้รับใบอนุญาตแล้วเท่านั้น 

แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีผู้ออกเหรียญรายใดได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากระบบจะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปี 2027 แต่กระบวนการยื่นขอใบอนุญาตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยสำนักงานบัญชีกลางของสหรัฐฯ (OCC) ได้อนุมัติใบอนุญาตธนาคารทรัสต์แบบมีเงื่อนไขให้กับ 5 บริษัทชั้นนำตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้แก่ Circle, Ripple, Paxos, Fidelity Digital Assets และ BitGo โดยฝั่ง Circle ได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 

ด้าน Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงว่า เป้าหมายของกฎระเบียบนี้คือ การสร้างความชัดเจนทางกฎหมาย โดยกระทรวงพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้ภาคธุรกิจมีความแน่นอนในการนวัตกรรมและเติบโตในสหรัฐฯ ซึ่งการเปิดรับฟังความคิดเห็นในรอบนี้นับเป็นครั้งที่ 3 แล้ว หลังจากเพิ่งผ่านพ้นการเปิดรับฟังรอบที่ 2 ไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา 

6 Altcoins ที่ได้รับประโยชน์

ทั้งนี้ เมื่อมองภาพรวมของตลาด Stablecoin ในปัจจุบันที่มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ การบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมี 6 บล็อกเชน ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ มากกว่าใครเพื่อน โดยวัดจากสัดส่วนการถือครองเหรียญ Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์ซึ่งได้รับการอนุมัติไปแล้วอันประกอบไปด้วย 

Hyperliquid (HYPE)

Hyperliquid มีปริมาณการถือครอง Stablecoin รวมอยู่ที่ 6.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็น USD Coin (USDC) ของ Circle สูงถึง 97.8% ซึ่งถือเป็นเครือข่ายที่พึ่งพาเหรียญจากผู้ออกที่ได้รับใบอนุญาตสูงที่สุดในบรรดาบล็อกเชนทั้งหมด และยังเป็น Altcoin เพียงตัวเดียวในกลุ่มนี้ที่ทำผลตอบแทนเป็นบวกในรอบ 12 เดือน โดยเพิ่มขึ้น 26.3% 

Arbitrum (ARB)

Arbitrum มีปริมาณการถือครอง Stablecoin รวมอยู่ที่ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี USDC ครองสัดส่วนอยู่ 63.5% เนื่องจากโทเคนที่ออกโดยสถาบันต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดกว่า โครงสร้างสัดส่วนนี้จึงกลายเป็นปัจจัยหนุนความได้เปรียบให้กับ Arbitrum 

Polygon (POL)

Polygon ถือครองสเตเบิลคอยน์มูลค่า 3.03 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนของ USDC อยู่ที่ราว 53.3% เรียกได้ว่าฉิวเฉียดเกือบไม่ถึงครึ่งของจำนวน Stablecoin ที่ได้รับอนุญาตในสหรัฐ

Solana (SOL)

ถัดมากับ Solana ซึ่งมีมูลค่า Stablecoins รวมกันกว่า 1.533 หมื่นล้านดอลลาร์  ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของทุกเชนในโลก อีกทั้งยังมีสัดส่วน USDC กว่า 43.5% ซึ่งสูงกว่า Tether (USDT) ทำให้เป็นอีกเชนหนึ่งที่น่าจะได้รับอานิสงส์

Ethereum (ETH)

สำหรับเครือข่าย Ethereum ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการถือครอง Stablecoin ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.46 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งโลก แม้ว่าสัดส่วนกว่า 50.4% จะเป็นเหรียญ USDT แต่ส่วนที่เหลืออีกราว 7.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น ถือเป็นแหล่งสภาพคล่องของ Stablecoin ที่ไม่ใช่ Tether ที่ใหญ่และลึกที่สุดในโลก

พูดง่ายๆ คือ แม้สัดส่วนเหรียญที่ถูกกฎหมายอาจจะดูไม่สวยงามเท่าเครือข่ายอื่น แต่ด้วยขนาดเม็ดเงินสภาพคล่องที่ใหญ่โตมหาศาลขนาดนี้ เมื่อกฎหมายใหม่ถูกบังคับใช้จริง นักลงทุนและสถาบันก็ยังคงต้องพึ่งพาการทำธุรกรรมบนเครือข่าย Ethereum เป็นหลักอยู่ดี

XRP

สุดท้ายนี้ Ripple ที่มีการออกเหรียญของตัวเองอย่าง Ripple USD (RLUSD) จะมีความพิเศษกว่าใครเพื่อนเนื่องจากบริษัทตนเองมีใบอนุญาตโดยตรงอยู่ในมือ ด้วยเหตุนี้ เครือข่าย XRP จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการถือครองเหรียญ USDC ในสัดส่วนที่สูงเพื่อให้รอดพ้นจากกฎหมาย เหมือนกับบล็อกเชนอื่นๆ 

อย่างไรก็ดีเจ้าตลาดในปัจจุบันอย่าง Tether ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและยังคงมีความพยายามที่จะรุกตลาดสหรัฐฯ ผ่านการออกเหรียญ USAT ผ่านทาง Anchorage Digital Bank ซึ่งก็ต้องมาดูกันว่าพวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่

ในขณะเดียวกัน Tron ซึ่งเป็นบล็อกเชนที่มีปริมาณ stablecoins เป็นรองแค่ Ethereum กลับเลือกที่จะเดิมพันไปในทิศทางอื่น โดยเมินสหรัฐฯ และหันเข้าหา USDT เป็นสัดส่วนกว่า 97.9% นั่นจึงทำให้พวกเขาจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลยจากกฎหมายดังกล่าว

อย่างไรก็ดี การที่บล็อกเชนทั้ง 6 เครือข่ายได้รับผลเชิงบวกจากข้อบังคับทางกฎหมาย ไม่ได้เป็นใบรับประกันว่า ราคาเหรียญของพวกเขาจะพุ่งทะยานตามไปด้วยเสมอไป ท้ายที่สุดแล้ว ตลาดการลงทุนไม่มีอะไรที่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้เล่นในตลาดจึงยังคงต้องใช้ความระมัดระวัง ประเมินความเสี่ยง และใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง 

ที่มา: Beincrypto


มุมมองผู้เขียน : เป็นไปได้ว่าในระยะยาว เม็ดเงินสถาบันจากสหรัฐฯ จะไหลเข้าสู่ 6 บล็อกเชนที่รองรับ Stablecoin ถูกกฎหมายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบทางกฎหมายเป็นเพียงปัจจัยเชิงโครงสร้างเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ได้การันตีการพุ่งขึ้นของราคา