สรุปข่าว
- Bitcoin ดีดจากราว $64,000 ขึ้นมาใกล้ $80,000 ในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ท่ามกลางเงินทุนที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดคริปโต โดยมูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้นกว่า $400,000 ล้านในเวลาเพียง 4 วัน
- แรงซื้อรอบนี้ไม่ได้มาจากรายย่อยเพียงอย่างเดียว แต่มีเงินจาก Spot Bitcoin ETF ไหลเข้าหลายร้อยล้านดอลลาร์ ขณะที่ความคาดหวังเรื่องสภาพคล่องและท่าทีสนับสนุนคริปโตของรัฐบาลสหรัฐฯ ช่วยหนุนความเชื่อมั่น
- อ.ตั๊ม พิริยะ เคยเตือนว่าการจับจังหวะให้เป๊ะเป็นเรื่องยากและแนะนำ DCA ขณะที่ ลุงโฉลก มองสัญญาณทางเทคนิคเป็นบวกและมอง Wave 3 อาจพา BTC ไปไกลถึง $100,000–$200,000 แต่ทั้งสองมุมมองไม่ได้หมายความว่า “ซื้อแล้วไม่มีความเสี่ยง”
แนวโน้มส่งผลต่อราคาอย่างไร: Bullish
โมเมนตัมรอบนี้ถือว่าเป็นบวกอย่างชัดเจน เพราะนอกจากราคาจะทะลุแนวต้านสำคัญแล้ว ยังมีเงินทุนสถาบันผ่าน ETF เข้ามาสนับสนุน ขณะที่สภาพคล่องในตลาดมีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นกว่า 20% ในเวลาไม่กี่วันก็เพิ่มความเสี่ยงของการพักฐานเช่นกัน ดังนั้นแม้จะเต็มไปด้วยสัญญาณเชิงบวก ไม่ได้แปลว่าราคาจะขึ้นเป็นเส้นตรง
Bitcoin ทำไมถึงพุ่งแรงขนาดนี้?
Bitcoin กลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้ง หลังราคาดีดจากบริเวณ $64,000 ในช่วงวันที่ 17 สิงหาคม ขึ้นไปแตะเกือบ $80,000 ภายในวันที่ 21 สิงหาคม คิดเป็นการเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ และทำให้มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมเพิ่มขึ้นกว่า $400,000 ล้านภายในเวลาเพียง 4 วัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “Bitcoin ขึ้นเพราะอะไร” แต่คือ แรงซื้อครั้งนี้เป็นเพียงการดีดตัวชั่วคราว หรือกำลังเป็นจุดเริ่มต้นของรอบขาขึ้นครั้งใหม่?
หนึ่งในคำตอบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เงินกำลังกลับเข้าสู่ตลาด
ข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่า Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิถึง $606.29 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 20 สิงหาคม ขณะที่ Ethereum ETF มีเงินลงทุนไหลเข้าอีกประมาณ $220 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ก่อนหน้านั้น Bitcoin ETF ก็เพิ่งทำยอดไหลเข้าสุทธิ $517.19 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบประมาณ 3 เดือน
นอกจากนี้ BlackRock ยังมีบทบาทสำคัญ โดยกองทุน IBIT มีเงินไหลเข้า $284.7 ล้านดอลลาร์ในวันดังกล่าว สะท้อนว่าแรงซื้อไม่ได้เกิดจากนักลงทุนรายย่อยเพียงอย่างเดียว แต่มีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันเข้ามาร่วมด้วย
3 แรงส่งที่ผลัก Bitcoin กลับขึ้นมา
นอกจากเงิน ETF แล้ว การพุ่งขึ้นรอบนี้เกิดขึ้นพร้อมกับปัจจัยบวกหลายด้าน
อย่างแรกคือสภาพคล่อง
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ซึ่งตลาดมองว่าอาจช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เมื่อสภาพคล่องกลับมา สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
อย่างที่สองคือแรง Short Squeeze
ก่อนหน้านี้ตลาดอยู่ในภาวะที่นักลงทุนจำนวนมากเปิดสถานะ Short เมื่อราคาเริ่มทะลุแนวต้าน การบังคับปิด Short จึงกลายเป็นแรงซื้อเพิ่มเติมและช่วยเร่งให้ราคาพุ่งเร็วขึ้น โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานว่าการพุ่งขึ้นช่วงแรกทำให้สถานะ Short ถูกล้างพอร์ตไปเกือบ $3,000 ล้าน
อย่างที่สามคือทิศทางกฎระเบียบของสหรัฐฯ
ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงจุดยืนสนับสนุนการผลักดัน CLARITY Act ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้ตลาดมองว่าความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบอาจลดลงในอนาคต
พูดง่าย ๆ คือ รอบนี้ Bitcoin ไม่ได้ขึ้นเพราะ “ข่าวเดียว” แต่เป็นการที่ สภาพคล่อง + ETF + ข่าวด้านกฎระเบียบ + Short Squeeze มาบูสต์กันในเวลาเดียวกัน
แล้วตอนนี้ “ซื้อ Bitcoin ทันไหม?” อ.ตั๊ม พิริยะ มองอย่างไร?
ตรงนี้น่าสนใจ เพราะมุมมองของ อ.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์ ช่วยเตือนให้เราแยกคำว่า “ตลาดกำลังขึ้น” ออกจากคำว่า “เราสามารถทายตลาดได้”
ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม อ.ตั๊มเคยเตือนว่า Bitcoin ยังมีโอกาสปรับฐานลงไปถึงประมาณ $55,000 และมองว่าการรอซื้อในราคาต่ำที่สุดอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุด โดยให้คำแนะนำสั้น ๆ ว่า “อย่าเพิ่งรอเลยนะ DCA ไปเถอะ” เพราะไม่มีใครรู้แน่นอนว่าราคาจะเป็นอย่างไรในอนาคต
ที่สำคัญ ในช่วงปลายปี 2025 อ.ตั๊มยังมองว่าตลาด Bitcoin กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเข้ามาของสถาบัน โดยระบุว่าในปี 2026 การเคลื่อนไหวหลักของ Bitcoin อาจถูกกำหนดโดยนักลงทุนสถาบันมากขึ้น และทำให้การใช้ตัวชี้วัดทางเทคนิคแบบเดิม ๆ อาจมี “Noise” เพิ่มขึ้น
ดังนั้น หากถามว่า “ซื้อวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะกำไรไหม?” ไม่มีใครตอบได้
แต่ถ้าถามว่า “ควรทำอย่างไรหากเชื่อว่า Bitcoin มีมูลค่าในระยะยาว?” แนวทาง DCA ที่ทยอยซื้อโดยไม่พยายามจับจุดต่ำสุดแบบเป๊ะ ๆ ก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการไล่ราคาหรือการพลาดจังหวะได้
ฝั่งลุงโฉลก: สัญญาณรอบนี้อาจเป็น “ขาขึ้นจริง”
ขณะที่ อ.ตั๊มเน้นเรื่องความไม่แน่นอนและการบริหารจังหวะ ลุงโฉลก สัมพันธารักษ์ กลับมองกราฟในเชิงบวกมากกว่า
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ลุงโฉลกโพสต์กราฟ Bitcoin พร้อมข้อความว่า “ใครตกรถเที่ยวนี้ เตรียมไม้เรียวมาหาลุงโฉลกด่วน” โดยกราฟแสดงสัญญาณ Breakout จากระบบ CDC ActionZone และโครงสร้าง Elliott Wave
ตามการวิเคราะห์ดังกล่าว Bitcoin สามารถทะลุแนวต้านเหนือ $73,000 ได้อย่างชัดเจน และลุงโฉลกมองว่าการปรับฐานก่อนหน้านี้อาจเป็นการจบ Wave 2 ก่อนเข้าสู่ Wave 3 ซึ่งหากเป็นไปตามโครงสร้างที่คาดการณ์ไว้ เป้าหมายระยะใหญ่ที่เคยประเมินไว้อยู่บริเวณ $100,000–$200,000
อย่างไรก็ตาม ลุงโฉลกไม่ได้หมายความว่าให้นักลงทุนทุ่มเงินทั้งหมดเข้า Bitcoin โดยยังแนะนำให้แยกพอร์ตออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ลงทุนระยะยาว, รันเทรนด์ระยะกลาง และเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงได้แตกต่างกัน
Bitcoin รอบนี้มีเหตุผลรองรับมากกว่าการ “ปั่นราคา” เพียงอย่างเดียว ทั้งเงินทุนจาก Spot ETF ที่กลับเข้ามา สภาพคล่องที่มีแนวโน้มผ่อนคลายขึ้น ท่าทีสนับสนุนคริปโตของรัฐบาลสหรัฐฯ และแรง Short Squeeze ที่ช่วยเร่งราคา ทำให้การฟื้นตัวจาก $64,000 สู่เกือบ $80,000 มีน้ำหนักมากพอที่จะต้องจับตามอง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การขึ้นแรงไม่ได้แปลว่าการซื้อ ณ จุดนี้จะปลอดภัย เพราะหลังจากราคาพุ่งกว่า 20% ในเวลาไม่กี่วัน โอกาสเกิดแรงขายทำกำไรหรือการพักฐานก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ส่วนตัวมองว่า สิ่งที่น่าสนใจกว่าการพยายามตอบว่า “Bitcoin จะขึ้นต่อไหม?” คือการดูว่า เงินสถาบันจะไหลเข้าต่อหรือไม่ หาก ETF ยังคงมีเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่อง และสภาพคล่องยังสนับสนุนตลาด รอบนี้ก็มีโอกาสพัฒนาเป็นขาขึ้นที่มีพื้นฐานแข็งแรงกว่าการ Short Squeeze เพียงอย่างเดียว แต่หากเงิน ETF เริ่มไหลออก การพุ่งรอบนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงการขึ้นระยะสั้นถึงระยะกลางได้เช่นกัน
ดังนั้น สำหรับคนที่ยังไม่มี Bitcoin คำถามอาจไม่ใช่ “ซื้อทันไหม?” แต่ควรเป็น “ถ้าซื้อแล้วราคาลง 20–30% เรายังถือไหวหรือเปล่า?” เพราะการอยู่รอดในตลาดสำคัญกว่าการทายจุดสูงสุดหรือต่ำสุดให้ถูกเพียงครั้งเดียว
ที่มา: Bitcoin พุ่งทะลุ $79,000, – มุมมองลุงโฉลก, มุมมอง อ.ตั๊ม พิริยะ

