สรุปข่าว
- Bitcoin ปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงกว่า 23% ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์จนสามารถทะลุระดับ 77,500 ดอลลาร์ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นการทำสถิติปรับตัวขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปี และช่วยพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดหลังจากที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันมาตลอดครึ่งปีแรก
- ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาในครั้งนี้มาจากการเกิดปรากฏการณ์ Short Squeeze ที่บีบให้นักลงทุนฝั่งขาลงต้องปิดสถานะมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ประกอบกับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ Spot Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่องกว่า 1.91 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
- นักวิเคราะห์ทางเทคนิคประเมินว่าโครงสร้างตลาดได้เปลี่ยนเข้าสู่ภาวะกระทิงอย่างเต็มตัวโดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 71,000 ดอลลาร์และมีเป้าหมายถัดไปที่ 82,000 ดอลลาร์ แต่ในระยะสั้นอาจต้องเผชิญกับแรงเทขายที่กระจุกตัวอยู่อย่างหนาแน่นบริเวณแนวต้านจิตวิทยาที่ 80,000 ดอลลาร์
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
เนื่องจากแรงซื้อจากเม็ดเงินสถาบันผ่าน Spot ETF ที่ไหลเข้ามาอย่างมหาศาลร่วมกับการกวาดล้างสถานะชอร์ตครั้งใหญ่ ช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของโครงสร้างขาขึ้นและเปลี่ยนผ่านตลาดออกจากภาวะหมีได้อย่างสมบูรณ์
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีได้สร้างปรากฏการณ์ความคึกคักครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปี หลังจากที่ราคา Bitcoin ทะยานพุ่งขึ้นกว่า 23% ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว จนสามารถเบรกทะลุแนวต้านทางจิตวิทยาที่ระดับ 77,500 ดอลลาร์ และสามารถยืนหยัดเหนือเส้นค่าเฉลี่ยที่สำคัญได้อย่างมั่นคง การฟื้นตัวอย่างร้อนแรงในรอบนี้ได้ช่วยกวาดล้างบรรยากาศอันแสนหดหู่ที่ปกคลุมตลาดมาตลอดช่วงสองไตรมาสแรกของปี 2026 ลงไปจนหมดสิ้น หลังจากที่นักลงทุนต้องเผชิญกับความยากลำบากจากการปรับตัวลงในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ก่อนจะถูกซ้ำเติมด้วยการดิ่งลงอย่างหนักถึง 20.5% ในเดือนมิถุนายนที่ทำให้ความกังวลเรื่องตลาดหมีกลับมาครอบงำอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การกลับตัวที่เริ่มต้นด้วยการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปในเดือนกรกฎาคม ได้กลายมาเป็นการระเบิดฟอร์มอย่างเต็มกำลังในเดือนสิงหาคม โดยผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปัจจุบันพุ่งสูงถึง 22.7% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ผิดปกติอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตของเดือนสิงหาคมที่มักจะทำผลตอบแทนได้เพียง 0.82% เท่านั้น การทะลุกรอบการพักตัวที่ยาวนานหลายเดือนทำให้นักวิเคราะห์ทางเทคนิคเริ่มออกมายืนยันถึงการสิ้นสุดของวัฏจักรตลาดหมี โดยนักวิเคราะห์ชื่อดังอย่าง Doctor Profit ระบุว่าโครงสร้างการเคลื่อนไหวของราคาได้เปลี่ยนมาอยู่ในฝั่งที่ผู้ซื้อได้เปรียบอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเขาประเมินว่าระดับ 71,000 ดอลลาร์ที่เคยเป็นแนวต้านกดดันราคามาอย่างยาวนานได้กลายมาเป็นฐานแนวรับหลักของตลาดเป็นที่เรียบร้อย และเป้าหมายระยะสั้นถัดไปของฝั่งกระทิงคือ 78,500 ดอลลาร์ ซึ่งหากราคาสามารถยืนระยะได้ก็จะเป็นการเปิดทางพุ่งตรงไปทดสอบระดับ 82,000 ดอลลาร์ต่อไป
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้เกิดจากการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความตื่นตระหนกของกลุ่มนักเก็งกำไรที่ใช้ Leverage และเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนสถาบัน โดยตัวจุดชนวนสำคัญคือการเกิด Short Squeeze ครั้งใหญ่ เมื่อราคาที่พุ่งแรงไปทริกเกอร์จุดตัดขาดทุนของฝั่งผู้ขาย จนนำไปสู่การบังคับปิดสถานะชอร์ตรวมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โมเมนตัมดังกล่าวยังได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากกระแสเงินทุนสุทธิที่ไหลเข้าสู่ Spot Bitcoin ETF ซึ่งกวาดเม็ดเงินไปได้ถึง 1.91 พันล้านดอลลาร์ระหว่างวันที่ 17 ถึง 21 สิงหาคม โดยมีสถิติเงินไหลเข้าสูงสุดรายวันที่ 606.29 ล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดันให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมของกองทุนทั้งหมดพุ่งทะลุ 96.07 พันล้านดอลลาร์ไปแล้ว
แม้ว่าบรรยากาศโดยรวมจะเต็มไปด้วยความสุขสมหวัง แต่นักลงทุนรายใหญ่ก็ยังคงไม่มีท่าทีรีบร้อนที่จะกระโดดเข้าร่วมวงจนหมดตัว เนื่องจากอุปสรรคสำคัญที่ขวางกั้นการแรลลี่แบบพุ่งทะยานคือกลุ่มคำสั่งขายขนาดใหญ่ที่ดักรออยู่ หรือที่เรียกว่ากำแพงสภาพคล่อง บริเวณใกล้ระดับ 80,000 ดอลลาร์ นอกจากนี้ การที่ Bitcoin วิ่งนำหน้าตลาดไปไกลมาก อาจทำให้เม็ดเงินทุนขนาดใหญ่บางส่วนเริ่มมองหาโอกาสในการทำกำไรด้วยการโยกย้ายเงินไปสู่เหรียญอันดับสองอย่าง Ethereum รวมถึงเหรียญ Altcoin หลักอื่นๆ ที่ยังคงมีราคาตามหลังพี่ใหญ่ของตลาดอยู่อีกมาก
ที่มา: u.today
มุมมองส่วนตัวคิดว่า การที่ราคา Bitcoin สามารถทะลุกรอบแนวต้านขึ้นมาทำสถิติได้อย่างร้อนแรงเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของกระแสเงินทุนจากกองทุน ETF ที่เข้ามาเป็นผู้เล่นหลักในการกำหนดทิศทางตลาด ปรากฏการณ์ Short Squeeze ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงพลังของการบีบให้ต้องซื้อคืนซึ่งช่วยเร่งปฏิกิริยาขาขึ้นให้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม แม้ว่าในระยะสั้นอาจจะมีการเผชิญกับแรงขายทำกำไรที่บริเวณ 80,000 ดอลลาร์ แต่ตราบใดที่แนวรับ 71,000 ดอลลาร์ยังคงทำงานได้อย่างแข็งแกร่ง ก็ถือเป็นโอกาสดีที่เม็ดเงินจะเริ่มไหลลงสู่เหรียญ Altcoin ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของตลาดคริปโตกลับมาคึกคักอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง

