สรุปข่าว
- ข้อมูลจาก PeckShieldAlert ระบุว่าอุตสาหกรรมคริปโตเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์ถึง 50 ครั้งในเดือนสิงหาคม 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แม้ว่ามูลค่าความเสียหายรวมจะลดลงเกือบครึ่งหนึ่งมาอยู่ที่ 136.3 ล้านดอลลาร์ก็ตาม
- การโจมตีแพลตฟอร์ม TectonicFi กลายเป็นคดีที่สร้างความเสียหายหนักที่สุดในรอบเดือนด้วยมูลค่าสูงถึง 74 ล้านดอลลาร์ แต่แฮกเกอร์สามารถโยกย้ายเงินออกไปได้เพียง 6 ล้านดอลลาร์ก่อนที่เครือข่าย Cronos จะระงับการทำงานของบล็อกเชนได้ทัน
- จำนวนคดีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยยังคงเป็นภัยคุกคามที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งระบบนิเวศคริปโต แม้ว่ามูลค่าความเสียหายต่อเหตุการณ์จะลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าก็ตาม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เนื่องจากตัวเลขการแฮ็กที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันในการนำเงินเข้ามาฝากหรือล็อกไว้บนแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์
รายงานความปลอดภัยล่าสุดจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน PeckShieldAlert เปิดเผยสถิติที่น่ากังวลของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลประจำเดือนสิงหาคม 2026 โดยพบว่ามีเหตุการณ์การเจาะระบบเพื่อขโมยเหรียญคริปโตเกิดขึ้นมากถึง 50 คดี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นถึง 67% เมื่อเทียบกับสถิติ 30 คดีที่เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้ความถี่ของการโจมตีจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่มูลค่าความเสียหายรวมที่เกิดขึ้นกลับปรับตัวลดลงเกือบ 49.5% แบบเดือนต่อเดือน โดยยอดเงินที่ถูกขโมยไปในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ประมาณ 136.3 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากยอด 270 ล้านดอลลาร์ในเดือนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
เหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงที่สุดในรอบเดือนนี้คือการเจาะระบบแพลตฟอร์ม TectonicFi ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 74 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดความเสียหายรวมทั้งหมดในเดือนสิงหาคม โดย PeckShield จัดให้การแฮ็กครั้งนี้เป็นคดีโจรกรรมคริปโตที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสี่ของปี 2026 ตามหลังเหตุการณ์ของ Drift และ KelpDAO หรือ LayerZero รวมไปถึงการโจมตีกระเป๋าเงิน COLDCARD
ความโชคดีในวิกฤตครั้งนี้คือแฮกเกอร์ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเคลื่อนย้ายเงินก้อนใหญ่ โดยมีรายงานว่าผู้ก่อเหตุสามารถโอนสินทรัพย์ข้ามข่ายงานออกไปได้เพียงประมาณ 6 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ก่อนที่เครือข่าย Cronos จะไหวตัวทันและสั่งระงับการทำงานของบล็อกเชนเพื่อล็อกเงินส่วนใหญ่ที่เหลือเอาไว้ในระบบได้สำเร็จ ซึ่งต่อมาพบว่าแฮกเกอร์พยายามฟอกเงินส่วนที่ขโมยมาได้ด้วยการแปลงสภาพเหรียญเหล่านั้นให้กลายเป็น Bitcoin เพื่อหลบหนีการติดตาม
นอกเหนือจากคดีใหญ่ของ TectonicFi แล้ว ตลาดยังเผชิญกับการเจาะระบบในโปรเจกต์อื่นๆ อีกมากมายตลอดทั้งเดือน ไม่ว่าจะเป็น Moonwell ที่สูญเงินไป 8.7 ล้านดอลลาร์ Termlabs เสียหาย 8.5 ล้านดอลลาร์ Coinsbuy สูญไป 7.9 ล้านดอลลาร์ และ TAC ที่โดนขโมยไป 7.5 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มอย่าง Injective MANTRA BounceBit Cosmos Labs และ Aquifer ที่ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีด้วยมูลค่าหลักล้านดอลลาร์เช่นเดียวกัน
ที่มา: u.today
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า สถิติในเดือนสิงหาคมเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าการลดลงของมูลค่าความเสียหายรวมไม่ได้แปลว่าระบบนิเวศคริปโตมีความปลอดภัยมากขึ้น การที่จำนวนคดีพุ่งสูงขึ้นถึง 50 ครั้งแสดงให้เห็นว่าแฮกเกอร์กำลังเปลี่ยนกลยุทธ์จากการมุ่งเป้าปล้นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง มาเป็นการกระจายการโจมตีไปยังโปรเจกต์ขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีช่องโหว่ทาง Smart Contract จำนวนมากแทน นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกแพลตฟอร์มใช้งาน และไม่ควรชะล่าใจเพียงเพราะตัวเลขความเสียหายโดยรวมดูเหมือนจะลดลง

