สรุปข่าว
- สองนักธุรกิจชาวไทยยื่นฟ้อง Tether ผู้ออกเหรียญ Stablecoin รายใหญ่ หลังบริษัทสั่งอายัดสินทรัพย์กว่า 42.4 ล้าน USDT (ราว 1.4 พันล้านบาท) เมื่อเดือนตุลาคม
- การอายัดเกิดขึ้นเนื่องมาจากสหรัฐฯ มองว่ากระเป๋าเงินดังกล่าวอาจมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกงต้มตุ๋น แต่การอายัดเงินกลับเกิดขึ้นก่อนที่หมายศาลจะมีคำสั่ง
- ผู้ฟ้องเรียกร้องให้ศาลสั่งยกเลิกการอายัด ห้ามไม่ให้ Tether สั่งเผาทำลาย หรือออกเหรียญใหม่ทดแทนให้รัฐบาล พร้อมเรียกค่าเสียหายและคืนดอกเบี้ย
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
สองนักธุรกิจชาวไทยยื่นฟ้องบริษัท Tether ผู้ออกเหรียญ USDT ต่อศาลแห่งรัฐนิวยอร์ก จากกรณีที่บริษัทอายัดทรัพย์สินในกระเป๋าเงินดิจิทัลรวมกว่า 42.4 ล้าน USDT หรือราว 1.4 พันล้านบาท เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ก่อนที่ศาลนอร์ทแคโรไลนาจะออกหมายสั่งอายัดและสั่งทำลายเหรียญเพื่อสร้างใหม่ส่งให้รัฐบาลในเดือนกุมภาพันธ์ 2026
ล่าสุดวงการคริปโตได้เกิดข่าวใหญ่สุดร้อนแรงขึ้น เมื่อ Tether บริษัทผู้ออกเหรียญ USDT ได้ถูกสองนักธุรกิจชาวไทยสั่งฟ้องที่ศาลนิวยอร์กเมื่อวันที่ 31 ส.ค. หลังจากที่ทางบริษัทได้ทำการอายัดโทเคนในกระเป๋ามูลค่ากว่า $42.4 ล้าน USDT หรือ 1.4 พันล้านบาท
ข้อมูลเบื้องต้นเปิดเผยว่า Nutthawat Rukthammachalern และ Natthawat Kasamvilas สองนักธุรกิจได้ถูก Tether อายัดทรัพย์สินจำนวนดังกล่าวไปเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2025 ตามหลังคำขอร้องจากหน่วยงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งสหรัฐฯ โดยระบุว่าสินทรัพย์ของทั้งคู่อาจมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกงต้มตุ๋น
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจประจำเขตตะวันออกของรัฐนอร์ทแคโรไลนาเพิ่งจะออกหมายอายัดเงินดังกล่าวในภายหลัง หรือในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคดีหลอกลวงให้ลงทุนหรือ “หลอกเชือดหมู”มูลค่าสูงถึง 61 ล้านดอลลาร์ โดยหมายดังกล่าวกำหนดให้มีการสั่งทำลาย และออกโทเคนขึ้นมาใหม่เพื่อส่งไปยังกระเป๋าเงินของรัฐบาล
Ariel Givner ทนายความด้านนิติบุคคลและทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่าคำร้องฟ้องไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลที่ว่าเหรียญเหล่านี้เป็นเงินที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง ทว่าสิ่งที่คำร้องกำลังชี้ให้เห็นคือ การที่ Tether เข้าไปล็อกเหรียญของผู้ถือครองในตลาดรองก่อนเป็นอันดับแรก โดยที่ยังคงเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลบนเงินทุนสำรองนั้นไปเรื่อยๆ และเพิ่งจะได้รับหมายศาลในภายหลัง
ในมุมมองของผู้ฟ้องร้อง พวกเขาจึงอาจมองว่าหมายดังกล่าวก็ยังไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ออกเหรียญภาคเอกชนมีสิทธิ์ในการสั่งอายัด ทำลาย หรือออกโทเคนใหม่ทดแทนเหรียญของพวกเขาแต่อย่างใด
คดีดังกล่าวจึงถือเป็นการทดสอบขอบเขตอำนาจในการสั่งอายัดเงินของผู้รับรองการออก Stablecoin พร้อมกันนี้ ทางฝั่งผู้ฟ้องร้องยังได้เรียกร้องให้ทางการทำการยกเลิกการอายัดเงิน และชดใช้ค่าเสียหายเชิงลงโทษที่อาจเกิดขึ้นอีกด้วย
ที่มา : Cointelegraph

