bitkub-banner

ทฤษฎีวัฏจักร Bitcoin ยังไม่ตาย CryptoQuant ส่งสัญญาณตลาดหมีเตรียมกลับตัวสู่กระทิง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ทฤษฎีวัฏจักรราคาสี่ปีของ Bitcoin ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ายังคงแม่นยำและไม่ได้ถูกทำลายจากการเข้ามาของเม็ดเงินสถาบันแต่อย่างใด หลังดัชนีชี้วัดบนเครือข่ายอย่าง Bitcoin Cycle Momentum จากแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล CryptoQuant ได้พลิกกลับเข้าสู่แดนบวกเป็นครั้งแรกในรอบแปดเดือน
  • การฟื้นตัวในปัจจุบันสอดคล้องกับรูปแบบการเปลี่ยนผ่านวัฏจักรแบบดั้งเดิม โดยสถิติในเดือนสิงหาคมชี้ชัดว่ากลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ตื่นตระหนกได้เทขายเหรียญรวมกันกว่า 47,000 BTC ในขณะที่กลุ่มกระเป๋าเงินขนาดใหญ่หรือนักลงทุนระยะยาวกลับฉวยโอกาสเข้าช้อนซื้อเหรียญที่จุดต่ำสุดเพิ่มเข้าพอร์ตไปถึง 60,000 BTC
  • สัญญาณการกลับตัวทางเทคนิคได้รับการสนับสนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐอเมริกาสามารถดึงดูดเม็ดเงินรายสัปดาห์ได้สูงสุดในรอบ 10 เดือน ควบคู่ไปกับเงินทุนในรูปแบบเหรียญ USDC กว่า 470 ล้านดอลลาร์ที่ไหลเข้าสู่กระดานเทรดชั้นนำเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าซื้อ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

เนื่องจากการที่ดัชนีชี้วัดทางเทคนิคพลิกกลับมาเป็นบวกควบคู่ไปกับกระแสเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและกลุ่มวาฬที่ไหลเข้ามาสะสมเหรียญอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างฐานราคาที่แข็งแกร่งและลดปริมาณเหรียญหมุนเวียนในตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่เคยคลางแคลงใจว่าเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนสถาบันจะเข้ามาทำลายทฤษฎีวัฏจักรราคาสี่ปีของ Bitcoin อาจจะต้องกลับมาทบทวนความคิดใหม่อีกครั้ง เมื่อดัชนีชี้วัดสำคัญบนเครือข่ายอย่าง Bitcoin Cycle Momentum จากแพลตฟอร์ม CryptoQuant ได้ส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจนด้วยการพลิกกลับเข้าสู่แดนกระทิงเป็นครั้งแรกในรอบแปดเดือน ซึ่งตามสถิติในอดีต สัญญาณดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดตลาดหมีที่ยาวนานและเป็นการยืนยันว่ากลไกวัฏจักรของตลาดยังคงทำงานได้อย่างเที่ยงตรง

เพื่อให้สัญญาณการกลับตัวนี้ได้รับการยืนยันอย่างสมบูรณ์ ดัชนีดังกล่าวจำเป็นต้องสร้างฐานที่ระดับสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งรากฐานของการฟื้นตัวได้ถูกวางไว้อย่างมั่นคงแล้วจากการที่ราคา Bitcoin พุ่งทะยานจาก 62,000 ดอลลาร์ขึ้นไปทะลุ 81,000 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดที่หลับใหลมานานหลายเดือนกลับมาคึกคักและเกิดกระแสการทำธุรกรรมอย่างหนาแน่นอีกครั้ง

การฟื้นตัวในรอบนี้ดำเนินไปตามรูปแบบคลาสสิกของการเปลี่ยนผ่านวัฏจักร ซึ่งก็คือการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากนักลงทุนรายย่อยที่ตื่นตระหนกไปสู่นักลงทุนระยะยาวที่มองเห็นโอกาส สถิติในเดือนสิงหาคมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในขณะที่นักลงทุนรายย่อยที่ถือครองเหรียญต่ำกว่า 100 BTC พากันยอมขาดทุนและเทขายเหรียญออกมารวมกว่า 47,000 BTC กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่มีเหรียญในกระเป๋าตั้งแต่ 100 BTC ขึ้นไปกลับเดินหน้ากวาดซื้อเหรียญเข้าพอร์ตเพิ่มถึง 60,000 BTC ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผู้ถือครองรายใหญ่ยังแสดงความเชื่อมั่นต่อการปรับตัวขึ้นในอนาคตด้วยการนำ Bitcoin ไปวางเป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืมเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นแทนที่จะเทขายเหรียญทิ้ง โดยปริมาณการกู้ยืมบนแพลตฟอร์มเฉพาะกลุ่มพุ่งสูงขึ้นถึง 18%

นอกจากปัจจัยด้านเทคนิคแล้ว สัญญาณการกลับตัวยังได้รับการสนับสนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงตลาดอย่างแท้จริง สภาพคล่องระดับโลกกำลังหวนกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมคริปโต โดยกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐอเมริกาสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรายสัปดาห์ได้สูงสุดในรอบ 10 เดือน ประกอบกับมีเม็ดเงินในรูปแบบ Stablecoin อย่าง USDC มูลค่ากว่า 470 ล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่กระดานเทรดชั้นนำ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อมเข้าซื้อสินทรัพย์

อย่างไรก็ตาม การคาดหวังให้ราคาพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการพักฐานอาจจะเร็วเกินไป เนื่องจากปัจจุบัน Bitcoin กำลังติดอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางกลยุทธ์บริเวณ 78,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่ตลาดมองว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลและต้องการเวลาพักเหนื่อย นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันชั่วคราวจากนักลงทุนรายย่อยที่เร่งเทขายทำกำไรระยะสั้นทันทีที่ราคาเริ่มฟื้นตัว โดยแนวรับสำคัญในขณะนี้อยู่ที่บริเวณ 69,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนระยะสั้น หากตลาดสามารถรักษาฐานราคาเหนือระดับนี้ไว้ได้ การกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหญ่น่าจะเป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น

ที่มา: u.today


มุมมองส่วนตัวประเมินว่า สัญญาณทางเทคนิคจาก CryptoQuant เป็นตัวสะท้อนภาพพฤติกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในตลาดได้อย่างแม่นยำ การที่นักลงทุนสถาบันและวาฬกระเป๋าใหญ่ยังคงช้อนซื้อเหรียญในช่วงที่รายย่อยเกิดความกลัว ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้วัฏจักรขาขึ้นยังคงดำเนินต่อไปได้ การมีสภาพคล่องไหลเข้าผ่านกองทุน ETF และ USDC แสดงให้เห็นว่าตลาดยังมีกำลังซื้อสำรองอยู่มาก สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือความสามารถในการยืนเหนือแนวรับ 69,000 ดอลลาร์ ซึ่งหากทำได้สำเร็จ จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ให้กล้ากลับเข้ามาในตลาดและช่วยขับเคลื่อนราคาให้ทดสอบแนวต้านใหม่ต่อไป