bitkub-banner

ลับลมคมใน วิจัยชี้ราคา Bitcoin ในตลาดฟิวเจอร์สพุ่งแปลกทุก 15 นาที แม้ไร้ข่าวหนุน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สัญญา Perpetual Futures ของ Bitcoin มีจังหวะเร่งทุก 15 นาที โดยเฉพาะ 10 วินาทีแรกของนาที 00, 15, 30 และ 45 ซึ่งจำนวนเทรดเพิ่ม 26% และวอลุ่มเพิ่ม 32%
  • ระบบอัตโนมัติอาจเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ หลังพบร่องรอยพฤติกรรมที่สอดคล้องกับ Algorithm และรูปแบบเดียวกันยังพบใน 6 สินทรัพย์และบน Bybit
  • ทำนายได้ แต่ทำกำไรยาก โมเดลทายทิศทางถูก 56.6% แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 0.51 bps ต่ำกว่าค่าธรรมเนียม Taker ที่ 5 bps อย่างมาก

แนวโน้มผกระทบ: Neutral

งานวิจัยจาก Chan Kim และ Peter Reinhard Hansen พบว่า Bitcoin Perpetual Futures มีจังหวะซื้อขายทุก 15 นาที โดยเฉพาะ 10 วินาทีแรกของนาที 00, 15, 30 และ 45 ซึ่งจำนวนธุรกรรมเพิ่ม 26% วอลุ่มเพิ่ม 32% และความผันผวนเพิ่ม 26% ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับทั้ง 6 สินทรัพย์ที่ศึกษาและยังพบรูปแบบคล้ายกันบน Bybit สะท้อนว่าระบบอัตโนมัติอาจมีส่วนทำให้คำสั่งซื้อขายจำนวนมากมาบรรจบกันตามรอยต่อของเวลา อย่างไรก็ตาม แม้โมเดลจะทำนายทิศทางได้ถูก 56.6% แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 0.51 bps ยังต่ำกว่าค่าธรรมเนียมการเทรดอย่างมาก จึงไม่ใช่สูตรทำกำไรสำหรับนักลงทุนทั่วไป

งานวิจัยของ Chan Kim และ Peter Reinhard Hansen จากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาพบว่า เมื่อเข้าสู่นาทีที่ 00, 15, 30 และ 45 ของทุกชั่วโมง กิจกรรมการซื้อขายในตลาด Perpetual Futures ของ Bitcoin จะพุ่งขึ้นอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วง 10 วินาทีแรก 

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การพุ่งขึ้นดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีข่าวหรือเหตุการณ์ใหม่เข้ามากระตุ้นตลาด แต่กลับเกิดขึ้นซ้ำ ๆ กันจนมีลักษณะเหมือนตลาดกำลังเคาะระฆังเปิดให้ซื้อขายทุก 15 นาที

นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายจริงบน Binance ของสัญญา Perpetual Futures 6 สินทรัพย์ ได้แก่ Bitcoin, Ethereum, XRP, Solana, Dogecoin และ Cardano ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2021 ถึง 31 ตุลาคม 2024 รวมประมาณ 1,400 วัน เพื่อค้นหาว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นพฤติกรรมเฉพาะของแต่ละเหรียญ หรือเป็นพฤติกรรมร่วมของตลาด

ผลการวิจัยที่ออกมาชี้ว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นในสัญญา Perpetual Futures ทั้ง 6 สินทรัพย์

ตลาดระเบิดทุก 15 นาที

ในช่วง 10 วินาทีแรกของนาทีที่ 00, 15, 30 และ 45 จำนวนการเทรดเพิ่มขึ้นประมาณ 26% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นถึง 32% เมื่อเทียบกับช่วง 10 วินาทีของนาทีปกติ

ด้าน Absolute Return หรือขนาดการเคลื่อนไหวของราคาไม่ว่าจะขึ้นหรือลง ก็เพิ่มขึ้นประมาณ 26% เช่นกัน ซึ่งนั่นหมายความว่า ทุก 15 นาที ตลาดไม่ได้มีแค่คนเข้ามาซื้อขายมากขึ้น แต่ราคายังแกว่งตัวแรงขึ้นด้วย

ที่มา: Kim, Reinhard Hansen

ปรากฏการณ์นี้มีนัยสำคัญเมื่อพิจารณาจากขนาดของตลาด โดยสัญญา Perpetual Futures ของ Bitcoin มีการซื้อขายเฉลี่ยประมาณ 1.54 ล้านธุรกรรมต่อวัน และมีวอลุ่มสัญญารวมกันประมาณ 14,580 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ในช่วงที่ทำการศึกษาวิจัย

ส่วน Cardano มีการซื้อขายเฉลี่ยประมาณ 290,000 ธุรกรรม และมีวอลุ่มราว 544 ล้านดอลลาร์ต่อวัน

แม้ขนาดของตลาดจะแตกต่างกันมาก แต่ทั้ง 6 สินทรัพย์กลับมีจังหวะพุ่งในช่วงเวลาเดียวกัน จึงสะท้อนว่า ปรากฏการณ์นี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตลาดอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าจะเป็นพฤติกรรมเฉพาะของเหรียญใดเหรียญหนึ่ง

ทำไมต้องทุก 15 นาที ?

หนึ่งในคำอธิบายสำคัญอาจมาจาก “กรอบเวลาของกราฟ”

แพลตฟอร์มเทรดส่วนใหญ่จัดข้อมูลราคาเป็นแท่งเทียน เช่น 1 นาที, 5 นาที, 15 นาที และ 1 ชั่วโมง โดยแต่ละแท่งจะสรุปราคาเปิด ปิด สูงสุด และต่ำสุด เมื่อแท่งเทียนจบลง อินดิเคเตอร์และระบบเทรดอัตโนมัติก็สามารถนำข้อมูลชุดใหม่ไปคำนวณและส่งคำสั่งต่อได้ทันที

นั่นหมายความว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของช่วงเวลาดังกล่าว ระบบจำนวนมากอาจทำงานพร้อมกัน ทั้งกลยุทธ์เทรดอัตโนมัติที่ประเมินสัญญาณใหม่ บอทเทรดที่ส่งคำสั่งซื้อขาย โปรแกรมที่แบ่งออเดอร์ขนาดใหญ่เป็นชุดเล็ก ๆ รวมถึง Market Maker หรือ ผู้ดูแลสภาพคล่อง ที่ต้องคอยปรับราคาตั้งซื้อ-ขายอยู่ตลอดเวลา

เมื่อระบบจำนวนมากใช้นาฬิกาเรือนเดียวกัน ช่วงรอยต่อของแท่งเทียนจึงอาจกลายเป็นจุดที่คำสั่งซื้อขายจำนวนมากมาบรรจบกัน และสร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดภายในเวลาไม่กี่วินาที

นักวิจัยพบร่องรอยของระบบอัตโนมัติ

ข้อมูลจาก Binance ไม่สามารถระบุได้ว่า ธุรกรรมใดมาจากมนุษย์ บอท, Market Maker หรือการบังคับชำระบัญชี นักวิจัยจึงใช้ขนาดของการเทรดเป็นหลักฐานทางอ้อม

โดยทั่วไปมนุษย์มักเลือกตัวเลขกลม ๆ เช่น 0.1 BTC หรือ 10,000 ดอลลาร์ ขณะที่ อัลกอริธึมการเทรดมักคำนวณขนาดออเดอร์จากความผันผวน เงินทุน ความเสี่ยง หรือสัดส่วนของ Position ทำให้ปริมาณที่ได้มีลักษณะไม่กลม

ผลการศึกษาพบว่า ในช่วง 10 วินาทีแรกของทุก 15 นาที สัดส่วนของการเทรดที่เป็น “ตัวเลขกลม ๆ” ลดลงอย่างชัดเจน

สำหรับ Bitcoin นักวิจัยวัดธุรกรรมที่ราคาหรือจำนวนสามารถลงท้ายด้วยเลขศูนย์อย่างน้อย 2 ตัว พบว่า ในช่วงต้นของนาทีทั่วไป สัดส่วนการเทรดแบบตัวเลขกลม ๆ ลดลงเพียง 0.04 Standard Deviation (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับความผันผวนตามปกติของตลาด

แต่ในช่วง 10 วินาทีแรกของชั่วโมง การลดลงเพิ่มขึ้นเป็น 0.20 Standard Deviation หรือมากกว่าช่วงต้นของนาทีทั่วไปประมาณ 5 เท่า กล่าวคือ พฤติกรรมการเทรดในช่วงต้นชั่วโมงเปลี่ยนไปจากรูปแบบปกติอย่างเห็นได้ชัดกว่า

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 0.20 Standard Deviation ไม่ได้หมายความว่า Bot คิดเป็น 20% ของตลาด และไม่ได้หมายความว่านักวิจัยสามารถระบุได้ว่าออเดอร์ไหนมาจาก AI หรือ Bot โดยตรง

ที่มา: Kim, Reinhard Hansen

สิ่งที่ผลการศึกษาบอกได้คือ พฤติกรรมการซื้อขายของตลาดเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ระบบจำนวนมากอาจเริ่มประมวลผลและส่งคำสั่งพร้อมกัน ซึ่งเป็นหลักฐานที่สอดคล้องกับแนวคิดว่า ระบบซื้อขายอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทหนาแน่นขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ไม่ใช่เพราะ Funding Rate อย่างเดียว

นักวิจัยยังตรวจสอบว่า Funding Rate ซึ่ง Binance มีการตัดจ่ายที่เวลา 00:00, 08:00 และ 16:00 UTC เป็นสาเหตุของปรากฏการณ์หรือไม่

แต่เมื่อแยกช่วงเวลาดังกล่าวออกจากการวิเคราะห์ รูปแบบการพุ่งขึ้นทุก 15 นาทียังคงอยู่ และรูปแบบในนาทีที่ 15, 30 และ 45 ก็ยังปรากฏ แม้ตัดข้อมูลช่วงต้นชั่วโมงออกทั้งหมด

นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Bybit ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกระดานเทรดก็พบโครงสร้างในลักษณะใกล้เคียงกัน ทำให้สมมติฐานเรื่องการประสานงานของระบบอิเล็กทรอนิกส์มีน้ำหนักมากขึ้น

ทำนายได้ แต่ทำกำไรไม่ง่าย

เมื่อนักวิจัยพบว่า ปรากฏการณ์เกิดขึ้นซ้ำ พวกเขาจึงทดสอบต่อว่า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก่อนรอยต่อ 15 นาทีสามารถใช้ทำนายการเคลื่อนไหวของราคาใน 10 วินาทีแรกได้หรือไม่

โมเดลที่ใช้ข้อมูลผลตอบแทนในรอบ 15 นาทีก่อนหน้า รวมถึงตัวชี้วัดด้านราคาและวอลุ่ม สามารถทำนายทิศทางได้ถูกต้องประมาณ 56.6%

ผลการทดสอบพบว่า โมเดลสามารถอธิบายการเคลื่อนไหวของตลาดที่เกิดขึ้นในข้อมูลใหม่ได้เพียง 3.4% เท่านั้น หมายความว่า แม้โมเดลจะมองเห็นรูปแบบบางอย่างในตลาด แต่รูปแบบที่พบยังมีขนาดเล็กมาก ขณะที่การเคลื่อนไหวอีกกว่า 96% ยังเกิดจากปัจจัยอื่นที่โมเดลไม่สามารถอธิบายได้

อีกตัวเลขหนึ่งคือ AUC อยู่ที่ 0.60 ซึ่งเป็นค่าที่ใช้ดูว่าโมเดลสามารถแยกแยะได้ดีแค่ไหน หากค่าอยู่ที่ 0.50 หมายถึงแทบไม่ต่างจากการเดาสุ่ม ส่วน 1.00 หมายถึงทายได้ถูกต้องสมบูรณ์แบบ

ดังนั้น ค่า 0.60 จึงหมายความว่า โมเดลสามารถจับสัญญาณบางอย่างในตลาดได้จริง แต่ยังทายได้ไม่แม่นมากนัก

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนว่า ตลาดมีรูปแบบที่สามารถตรวจจับได้ แต่ข้อได้เปรียบจากเรื่องดังกล่าวก็เล็กเกินกว่าจะสร้างกำไรได้จริง

เนื่องจากการเทรดตามสัญญาณเหล่านี้ให้ผลตอบแทนขั้นต้นเฉลี่ยเพียง 0.51 basis points หรือ 0.0051% ต่อการเทรด หมายความว่า เงิน 10,000 ดอลลาร์จะสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 0.51 ดอลลาร์

ขณะที่ค่าธรรมเนียมพื้นฐานของ Binance ในช่วงศึกษาวิจัยอยู่ที่ประมาณ 5 basis points สำหรับ Taker หรือซื้อขายทันที และ 2 basis points สำหรับ Maker หรือการตั้งราคาซื้อขายบนกระดาน

ดังนั้นการเปิด Position แบบ Taker มูลค่า 10,000 ดอลลาร์ มีต้นทุนประมาณ 5 ดอลลาร์ตั้งแต่ขาเข้า และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมอีกครั้งตอนปิดสถานะ

กำไรที่โมเดลคาดการณ์ได้จึงต่ำกว่าค่าธรรมเนียมการเทรดอย่างมาก เรื่องนี้หมายความว่า “ทำนายได้ ไม่ได้แปลว่าทำกำไรได้” 

ข้อมูลนี้อาจมีค่ากับรายใหญ่

แม้รูปแบบดังกล่าวจะไม่ใช่สูตรทำกำไรสำหรับนักลงทุนทั่วไป แต่ข้อมูลนี้มีประโยชน์ต่อ Market Maker และผู้เล่นรายใหญ่

แม้รูปแบบที่พบจะยังไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับการทำกำไรของนักลงทุนทั่วไป แต่ข้อมูลนี้อาจเป็นประโยชน์กับ Market Maker และนักลงทุนรายใหญ่ที่ต้องซื้อหรือขาย Bitcoin ครั้งละจำนวนมาก

ขั้นแรก นักวิจัยพบว่า การซื้อขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 10 วินาทีแรกของทุก 15 นาที

เมื่อรู้จังหวะนี้แล้ว Market Maker อาจเตรียมรับมือด้วยการเพิ่มส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย หรือเสนอขายเหรียญในปริมาณที่น้อยลง เพราะช่วงเวลาดังกล่าวอาจมีคำสั่งซื้อขายเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก

ส่วนคนที่กำลังทยอยซื้อหรือขาย Bitcoin จำนวนมาก ก็อาจเลือกหลีกเลี่ยงช่วงเวลานี้ เพื่อไม่ให้เกิด Market Impact หรือการที่คำสั่งซื้อขายของตัวเองไปดันราคาตลาดมากเกินไป 

ขั้นต่อมา นักวิจัยดูว่า ในช่วงรอยต่อของทุก 15 นาที มีแรงซื้อหรือแรงขายมากกว่ากัน โดยเรียกสิ่งนี้ว่า Order Imbalance หรือความไม่สมดุลระหว่างแรงซื้อกับแรงขาย

กล่าวคือ หากในช่วงนั้นมีคน “ไล่ซื้อ” มากกว่าคน “ไล่ขาย” ก็ถือว่าแรงซื้อเด่นกว่า และในทางกลับกัน หากมีแรงขายมากกว่า ก็แปลว่าตลาดกำลังถูกกดดันจากฝั่งขาย

ผลการศึกษาพบว่า แรงซื้อและแรงขายในช่วงดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของราคาในช่วง 4-12 ชั่วโมงถัดมา

ตัวอย่างเช่น หากแรงซื้อมีมากกว่าแรงขาย ราคาหลังจากนั้นมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่หากแรงขายมีมากกว่า ความสัมพันธ์ก็มีแนวโน้มกลับไปอีกด้าน

สำหรับช่วง 4 ชั่วโมงถัดมา นักวิจัยพบว่า การเคลื่อนไหวส่วนหนึ่งสามารถเชื่อมโยงกับแรงซื้อขายที่เกิดขึ้นในช่วง 15 นาทีก่อนหน้าได้

แต่เมื่อขยายระยะเวลาเป็น 8 และ 12 ชั่วโมง ปัจจัยทั่วไปอย่าง ราคาและปริมาณการซื้อขายกลับเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าแรงซื้อขายในช่วง 15 นาทีแรกเป็นสาเหตุหลักของการเคลื่อนไหวในอีกหลายชั่วโมงต่อมา

อย่างไรก็ตาม ผลในช่วง 4, 8 และ 12 ชั่วโมงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะช่วงเวลาที่นำมาเปรียบเทียบกัน มีส่วนที่ทับซ้อนกัน เช่น การเคลื่อนไหวของราคาเดียวกันอาจถูกนับอยู่ในข้อมูลหลายชุด

เพื่อแก้ปัญหานี้ นักวิจัยจึงใช้วิธีทางสถิติที่เรียกว่า Block-bootstrap ซึ่งเป็นการนำข้อมูลมาแบ่งเป็นช่วง ๆ แล้วสุ่มทดสอบซ้ำ โดยพยายามรักษาลำดับและความสัมพันธ์ของข้อมูลในแต่ละช่วงเอาไว้ เพื่อให้ผลการวิเคราะห์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ตลาด 24/7 อาจมีนาฬิกาของตัวเอง

ท้ายที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้เผยให้เห็นว่า แม้ตลาดคริปโตจะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง แต่ไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมการซื้อขายจะกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ

APIs, กรอบเวลาแท่งเทียน อินดิเคเตอร์ และกลยุทธ์อัตโนมัติจำนวนมหาศาล ต่างใช้จุดอ้างอิงด้านเวลาเดียวกัน จนสร้าง “ตลาดเปิดขนาดย่อม” ขึ้นทุก ๆ 15 นาที

และเมื่อระบบอิสระจำนวนมากมาถึงรอยต่อเดียวกันพร้อมกัน ตลาดที่ควรไหลอย่างต่อเนื่องก็เกิดคลื่นของคำสั่งซื้อขายขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

สำหรับ Bitcoin ที่มีวอลุ่ม Perpetual Futures เฉลี่ยถึง 14,580 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ชีพจรเพียงไม่กี่วินาทีจึงอาจมีความหมายมากกว่าที่เห็นบนกราฟ

ตลาดคริปโตอาจไม่มีระฆังเปิดตลาดเหมือนตลาดหุ้น แต่ดูเหมือนว่า ทุก 15 นาที มันกำลังสร้างเสียงระฆังของตัวเองขึ้นมาใหม่

ที่มา:cryptoslate


มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากงานวิจัยนี้ไม่ใช่การค้นพบ “สูตรทายราคา Bitcoin” แต่คือการเปิดให้เห็นว่าตลาดคริปโตกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อย ๆ และกรอบเวลาเพียง 15 นาทีสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดได้ ในอนาคต หากอัลกอริธึมและการเทรดความถี่สูงมีบทบาทเพิ่มขึ้น จังหวะเหล่านี้อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้เล่นรายใหญ่ในการเลือกช่วงเวลาเข้าออกตลาด แม้สำหรับรายย่อยแล้ว การไล่เทรดตามจังหวะดังกล่าวอาจไม่คุ้มกับค่าธรรมเนียมและ Slippage ก็ตาม