bitkub-banner

รัฐสภาเกาหลีใต้ชี้ Stablecoin อิงเงินวอนลดต้นทุนร้านค้าได้ 3,800 ล้านดอลลาร์ต่อปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สำนักงานงบประมาณแห่งสมัชชาแห่งชาติเกาหลีใต้ประเมินว่าการนำ Stablecoin ที่ผูกกับค่าเงินวอนมาใช้ในการชำระเงินอาจช่วยลดต้นทุนค่าธรรมเนียมของร้านค้าในประเทศได้ตั้งแต่ 370,000 ล้านวอนไปจนถึง 5.15 ล้านล้านวอน หรือคิดเป็นมูลค่าสูงสุดราว 3,800 ล้านดอลลาร์ต่อปี เมื่อเทียบกับระบบการรูดบัตรแบบดั้งเดิม
  • การผลักดันเหรียญที่ผูกกับเงินวอนจะช่วยสร้างทางเลือกใหม่ให้กับธุรกิจในประเทศเพื่อลดการพึ่งพา Stablecoin สกุลดอลลาร์สหรัฐที่ครองส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึง 98.8% แม้ว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้และคณะกรรมการบริการทางการเงินจะยังคงมีความเห็นต่างกันในเรื่องคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ออกเหรียญ
  • ทางสำนักงานงบประมาณยังได้เตือนถึงความเสี่ยงที่เงินฝากอาจไหลออกจากระบบธนาคารจนกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อ พร้อมเสนอให้มีการกำหนดสัดส่วนสินทรัพย์สำรองที่เข้มงวดและจำกัดการให้ผลตอบแทน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเชื่อมต่อกับตลาดหลักทรัพย์โทเคนที่มีกำหนดเริ่มใช้งานในปี 2027

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

เนื่องจากการสนับสนุน Stablecoin สกุลเงินท้องถิ่นของหน่วยงานรัฐจะช่วยลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจจริงและเป็นสะพานเชื่อมให้ภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบนิเวศของบล็อกเชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำนักงานงบประมาณแห่งสมัชชาแห่งชาติเกาหลีใต้ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ในประเทศ โดยระบุว่าการใช้งาน Stablecoin ที่อิงมูลค่ากับเงินวอนจะสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการและร้านค้าในเกาหลีใต้ประหยัดค่าธรรมเนียมการรับชำระเงินได้มหาศาล ตัวเลขการประเมินชี้ว่าร้านค้าอาจลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้ตั้งแต่ 370,000 ล้านวอน หรือประมาณ 275 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงระดับ 5.15 ล้านล้านวอน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึงเกือบ 3,800 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยตัวเลขความประหยัดนี้ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการเปลี่ยนผ่านของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมาสู่ระบบเหรียญดิจิทัลและอัตราค่าธรรมเนียมที่ระบบใหม่จะเรียกเก็บ

ในปัจจุบันตลาด Stablecoin ทั่วโลกที่มีมูลค่ากว่า 312,300 ล้านดอลลาร์นั้น เกือบทั้งหมดหรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 98.8% ถูกผูกขาดโดยเหรียญที่อิงกับเงินดอลลาร์สหรัฐ การที่เกาหลีใต้ริเริ่มศึกษาเหรียญที่ผูกกับเงินวอนจึงถือเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยปกป้องเสถียรภาพทางการเงินในประเทศและเปิดทางให้ภาคธุรกิจมีเครื่องมือดิจิทัลของตนเอง แม้ว่าในเวลานี้หน่วยงานกำกับดูแลของเกาหลีใต้จะยังอยู่ในขั้นตอนการร่างกฎหมาย โดยยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างธนาคารกลางเกาหลีใต้ที่ต้องการให้สถาบันการเงินถือหุ้นในบริษัทผู้ออกเหรียญอย่างน้อย 51% เพื่อความมั่นคง กับคณะกรรมการบริการทางการเงินหรือ FSC ที่กังวลว่าข้อจำกัดที่เข้มงวดเกินไปจะกลายเป็นการปิดกั้นนวัตกรรมใหม่ๆ

อย่างไรก็ดี รายงานจากสำนักงานงบประมาณได้เน้นย้ำถึงประเด็นความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้ หากประชาชนหันมาถือครองเหรียญดิจิทัลแทนเงินสดมากขึ้น เงินฝากที่ไหลออกจากธนาคารพาณิชย์อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคาร ยิ่งไปกว่านั้น หากเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นจนเกิดแรงไถ่ถอนเหรียญคืนพร้อมกัน ผู้ออกเหรียญอาจถูกบีบให้ต้องเทขายสินทรัพย์สำรองอย่างเร่งด่วนจนส่งผลให้เหรียญหลุดการผูกมูลค่าได้ จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์สินทรัพย์สำรองที่รัดกุม การควบคุมผลประโยชน์ตอบแทน และการตรวจสอบที่เข้มงวดเป็นพิเศษ

การวางโครงสร้างระบบชำระเงินด้วยเหรียญดิจิทัลนี้ไม่ได้จำกัดประโยชน์อยู่แค่การซื้อขายสินค้ารายวันเท่านั้น แต่ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะนำไปเชื่อมโยงกับแผนการเปิดตัวตลาดหลักทรัพย์โทเคนของเกาหลีใต้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2027 ซึ่งจะช่วยให้การซื้อขายหุ้น กองทุน และพันธบัตรบนบล็อกเชนสามารถชำระดุลด้วยเหรียญวอนดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวประเมินว่า การที่หน่วยงานฝ่ายนิติบัญญัติของเกาหลีใต้มองเห็นประโยชน์ที่ชัดเจนของ Stablecoin ในเชิงตัวเลขเศรษฐกิจ สะท้อนว่าภาครัฐเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลจากการมองเป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไรมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีศักยภาพจริง แม้ว่าข้อกังวลเรื่องเงินฝากธนาคารและการรักษามูลค่าเหรียญจะยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องหาจุดลงตัวในการกำกับดูแล แต่ทิศทางการสนับสนุนนี้จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีที่ช่วยเร่งให้การยอมรับเทคโนโลยีบล็อกเชนในเกาหลีใต้ขยายตัวไปสู่ระดับแมสได้อย่างมั่นคงในอนาคต